Ampol C.

สรุปเนื้อหาพระไตรปิฏก 1
สรุปเนื้อหาพระไตรปิฏก 2
กด ctrl ค้างเพื่อเปิด tab
กรรมฐาน หลวงปู่มั่น
การทำสมาธินานาชาติ
ลมหายใจ
การทำสมาธิ
บริกรรมยุบพองรู้

พระไตรปิฏกเล่ม 17
พระไตรปิฏกเล่ม 15
เสียงอ่านพระวจนะ
เสียงอ่านพระวจนะ
พระโมคาลานะ
พระไตรปิฏก-เทียบ



กุณทาลินี 7 จักระ
พลิกจิต
สมอง
ทฤษฎีอารมภ์
คัมภีร์นรลักษณ์ะ
คัมภีร์โยกย้ายเส้นเอ๊น
บริหารนิ้วข้อมือแบบนินจา








ฌาน นำทางให้เห็น จิต
เมื่อเห็น จิต ดวงตาธรรม จึงเพียงเริ่มเปิด
เมื่อจิต และ กาย แยกจากกัน จึงเพียงเริ่มต้น แห่งสัจจธรรม
บริสุทธิ์    อิสระ    หนัก-แฝงกับผัสสะ    แทงตลอด    ทิ้ง-สิ่งยึดติด อย่างวางใจ    สติ-แห่งจิต

เมื่อจิตพลิกแล้ว จะเห็น สิ่งต่างๆเป็นแสนเป็นล้าน เป็นสมมติ พร้อมกันเพียงเสี้ยววินาที
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา    (ศรัทธา วิริยะ) สติ (สมาธิ ปัญญา)    เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา    นิโรธะคามินีปฏิปทา
จาก chatango
การดับจิต คือ การรีโปรแกรม การปัด และ สลัด สัญญาแห่งฐานจิต ที่ขึ้นมา ให้ ธรรมชาิติของฐานจิตนั้นเคยชิน ต่อการ สลัดทิ้ง เมื่อรูปแบบ ของสัญญาใดๆ ผุด หรือ ถูกดึงกลับขึ้นมา

เมื่อ จิตสงบ (อารมภ์เริ่มหยุดนิ่ง หรือ เริ่มรวม) หัวใจจะเปลี่ยนจังหวะเต้นช้าลง เกิดการคลายกาย และ คลายใจ (อาการรบกวนต่างๆ สมควรจะหมดสิ้นไป ไม่ควรอยู่กับ อาการรบกวนทางกาย หรือทางจิตใดๆ ทั้งสิ้น) เมื่อถึงสภาวะนี้ ให้อยู่กับ ความสงบ เยือกเย็นที่มีลึกๆ รับรู้การเต้นของหัวใจที่ช้าลง ช้าลง เรือยๆ

การปฏิบัติฝึกฝนจิตใต้สำนึกให้เคยชิน ควรมีวินัย หมั่นทำอยู่บ่อยๆ จดจ่ออยู่กับ กุศลธรรม

จิตอารมภ์ เปรียบเหมือน ละอองของธาตุเดือดกระเด็นออกมาจาก พื้นผิว

จิต อยู่ ณ ที่ที่ มองเห็น อนัตตา และ กิเลสที่พุ่งเข้ามาหา ได้เด่นชัด

จิต เกิดจาก ผัสสะ - ผัสสะ เกิดจาก จิต (เพราะ ผัสสะ ไปกระทบจิต ผัสสะจึงถูกรู และก่อให้เกิดอารมภ์ - เพราะ จิตไปรับรู้ผัสสะ หรือ รอที่จะรับรู้ผัสสะ จึงเกิดอารมภ์รการกระทบของผัสสะ เหมือน เรดาร์ที่คอยแสกนหา สิ่งตกกระทบ)

จิต ย้อนกลับเป็นเด็กอายุ 9 ขวบ จำได้ว่า อนาคตยังไม่ได้เกิดขึ้น แถมด้วย จิต ระลึกได้ว่า เพลงในช่วงวัยต่างๆนั้น หรือ สถานที่ บรรยากาศที่น่าจดจำต่างๆ จิต ก่อนหน้านี้ ไม่ได้มาเพื่อ สิ่งเหล่านี้ จิตมีหน้าที่ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก่อนที่จะเข้ามาสู่ขันธ์นี้

ทำให้คลาย ทำให้คลาย แล้วจักวางเอง

ดินจงกลม ทรงอารมภ์ บนผิวน้ำ หรือ ยอดหญ้า นั่งสมาธิ โน้มเข้าหา พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ - ธัมมัง ... - สังฆัง ...

ทะเลหมอกสีขาว ที่คลุมพื้นที่เบื้องล่าง เปรียบเหมือน กลุ่มควันของกิเลส ที่มอมเมา ชีวิตที่อยุ่เบีื้องล่างนั้น

ในสมัยพระพุทธเจ้า ทำอะไรกันบ้าง มีสวดมนต์ หรือไม๊

นิโรธะ คามินี ปฏิปทา = การฝึก ปัด ณ ปัจจุัยัน

สิ่งเป็นพิษ สู่ร่างกาย ทางจิตใจ ควร ละ และหลีกเลี่ยง อันได้แก่ ตัณหา การปรุงแต่ง อาหารเกินขนาดและไร้ประโยชน์

ความลับของ เนสัญชิก (การละเว้น อริยบท วางตัวแนวนอน) นั้น มีอยู่ จากคำบอกเล่า ของพระอาจารย์เมธี จากการสอนของอาจารย์แหม่มแก่หมวยเอ๋

อภิญญาหก ดำเนินด้วยการ เข้าไปรู้เข้าไปเห็น จนเกิดอาการสำรอก ความรู้เหล่านั้น ออกมาทั้งหมด

การเข้าไปช่วยคนอื่นเยอะๆ และการที่ได้สภาวะสูงๆ นั้น อย่าลืมว่า ตัวเราเองนั้น ยังมี วิบากเดิม ที่หนักรออยู่เบื้องหน้า และ บั้นปลาย เช่นกัน การพยายามเข้าไปช่วยผู้อื่นนั้น สะท้อนให้เห็นอยู่เสมอว่า มีผลลบกับขันธ์นี้มากมาย ดัั่งเช่น เป็น มาในอดีต ยังไงยังงั้น ไม่เปลี่ยนแปลง หรือพูดง่ายๆ ทำคุณไม่ขึ้นนั่นเอง มีแต่จะถูกถากถาง ปรามาส ไปต่างๆนานา ไม่ก่อ สรรเสริญเยินยอ จนหลงเคลิบเคลิ้ม

เมื่อมีวิญญาน พระพุทธเจ้า จะแยก สิ่งไม่หยุดนิ่ง ได้เด่นชัดขึ้น

อริยบทปกติ จิตคลาย กายคลาย --> ผลทีตามมา คือภายใน จะว่างเปล่า

เมื่อ จิตใจ ถึงความเครียดสูงสุด เป็นไปได้ที่ จะมีกลไกสร้างสภาวะ ไม่รับรู้ หรือ ม่านปิดกั้น ซึ่งจะต่างจากการดับด้วยปัญญา ที่ดับได้นุ่มนวลกว่า และ คลายใจได้มากกว่า

ทำให้จิตใจเบา ออกจากเรืองหนักๆ สิ่งหนักๆ จากความหนักของความอยากต่างๆ(ตัณหา) จะทำให้ จิตคลาย กายคลาย

สติ กับ นึกคิด อยู่ใกล้กันมาก เมื่อมีผัสสะ สติเพียงรู้ว่าผัสสะ หากว่าเลย ไปถึงนึกคิด จะเกิด กระบวนการขันธ์ 5 ต่อเติมมาทันที ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร

วิตก เป็นความกังวล ใดๆ ที่ ก่อให้เกิดความไม่หยุดนิ่ง หรือ ความไม่ว่างเปล่า หรือ อาจจะพูดอีกนัยนึงว่า วิตกคือความไม่ว่างเปล่า .... การดับวิตก นี้ อาจด้วย ทำให้สิ่งที่วิตกนั้นเป็นกลาง หรือ ไม่ออกฤทธิ์ ออกพิษ

การคาดหวัง สิ่งนานาประการ จากผู้มีกิเลส ทั้งปวง เป็น เรืื่องที่ โง่เขลาอย่างยิ่ง และ นำภัยสู่ กายและจิต อย่างร้ายแรง

ทำให้ผู้คน เบิกบาน และ เบ่งบาน ในธรรม (ไม่ต้องไป สนใจ หรือ เวทนา ทุกข์ทางโลกของเขา มันเปล่าประโยชน์ ที่จะไปร่วมเวทนาเช่นนั้น)

อารมภ์ ที่พอแล้ว เพียงแค่นี้แล้ว อย่างเห็นชัดๆ ได้แก่ ได้เจอคู่ว่าเป็นคนคนนี้แล้วในอ้อมแขนของเรา ความรู้สึกหยุดลง แน่นิ่งลง รวมเป็น เอกอัคตา สงบทั้งจิต และ กาย ที่มีระดับความเข้มข้นสูง จนควบแน่น ( dehydration / condensation )

ศีล 5 ความปกติ 5 ประการ ที่ไม่ก่อให้เกิดความ กระทบกระเทือนต่อตนเอง และ ผู้อื่น ด้วยคำว่า พึงระวัง ทำให้มีทำให้เกิดการเบียดเบียน กาย-วาจา-ใจ กับ ธรรมชาติรอบตัว (ไม่ว่า พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิต ต่างๆ เท่าที่พอทำได้ อย่างเหมาะสมกับเหตุและปัจจัย เช่น เชื้อโรค อาจต้องมีการทำลายให้สิ้นลง เพื่อลดผลกระทบต่อ จิตอื่น และสภาพแวดล้อมอื่น ที่ดำรงอยู่้ในธรรม ชั้นสูงกว่า) ดังเช่น ละเว้นเท่าที่จำเป็น ต่อการ ฆ่าหรือดับ หรือ ทำร้ายจิตอื่น, ละเว้นเท่าที่จำเป็นต่อการ เบียดเบียนจิตอื่นทางวาจา จากตำพูดจากเสียง ที่ทำให้จิตอื่น เกิดวิตก เป็นต้น

กระบวนการรับรู้และตอบสนอง เช่น ขันธ์ 5 เป็นกระบวนการรับรู้และตอบสนองทางอารมภ์, ยังน่าจะมีกระบวนการแบบอื่นอีก เช่น กระทบ-แปลความหมาย-ปัจจัยผสมผสานเพื่อการตอบสนอง-ตอบสนองในรูปแบบอื่นของจิต เช่นพลังงาน การสรรสร้าง หรื่อ อื่นๆ

ทุกอย่างครบถ้วนหมดแล้ว (น่าจะโพชชง 7) วิริยะเข้มข้นเหมาะแล้ว หมั่นทำอย่างเดียว จิตว่างๆ อยู่แบบนั้นแหละ มีอะไรเข้ามาค่อยพิจารณา ปัดทิ้ง

เหตุปัจจัย ของ การรวมมหาธาตุ 4 --> เหตุปัจจัย แห่ง กาย และ จิต --> (การดิ้นรนเพื่อกิเลสสู่ความสงบ) หรือ การดำเนินสันโดษ สู่ความสงบ ...กระตุ้น - ดิ้นกระเทือน - หยุดลงสงบลง

ลังเล + เพ้อฝัน + อารมภ์บรรเจิด

สภาวะกิเลส หลุดพ้นเข้าสู่ ความสงบ ไปสู่ความว่างเปล่า

ตั้งความหวัง ยึดถือความหวังนั้น และ ไขว่คว้าให้เป็นไป ... desire - follow - passion

แสดงธรรม พระไตรปิฏก หน้า 217

จิต = นึกคิด + อารมภ์ ( จิต คือ ขันธ์ 5 เป็นเพียงสมมติแยกแยะเฉยๆ ไม่มีอยู่จริง เพื่อพิจารณาขั้นตอนและกลไก ของอารมภ์ หรือ หัวใจ + ลมหายใจ ที่มีผลกระทบกับ อวัยวะต่างๆ ในกาย รวมถึงกล้ามเนื้อ ต่อมต่างๆ ) .... พลังงานมีอายตนะ เป็นตัวรู้ นอกเหนือจากตัวรู้นี้ ยังมีอายตนะอื่นที่สัมผัสมิติอื่นได้อีก เป็นคนละอายตนะกัน ...

บางครั้ง อาการทางร่างกาย บางอย่าง สะกัดกั้น ไม่สามารถทำให้เกิด สมาธิได้ เนืองจากมี การบลอค และ ลอค ทางสัญญา ไว้ อาจต้องเปลี่ยน อริยบถ อื่นๆ เพื่อ ผ่อนคลาย ไปก่อน

บางที ตัวรู่้ หรือ สติ นี่ คือ ความหมายเดียวกัน ด้วยซ้ำไป

(พลีงงานชีวิต + ปัญญาของมัน) --> ปรุงกันเข้า ก่อให้เกิด --> การนึกคิด การรับรู้ --> จึงสร้างจิต หรือ อารมภ์ ขึ้นมา

จิต คือ ขันธ 5 ขันธ5 คือ จิต ต่างฝ่ายต่าง หมุนวนสลับเสริมกัน ก้อให้เกิด ซึ่งกันและกัน ด้วยมี พลังงานชีวิตผสมกับปัญญา เป็นผู้กำหนดสร้าง (ซึ่งมี อายตนะ ของมันเอง บางอันคือตัวรู้ บางอันเป็นกลไกภายในเพื่อสร้างจิต)

เมื่อกาย กะ จิต สงบนิ่ง หยุดนิ่ง จึง จะ เห็นสภาวะเคลื่อนไหว ของการสร้างจิต และ พลังงานชีวิตเหล่านี้

กล้ามเนื้อลูกตา ไม่พยายามใช้ ให้ อยู่ในสภาพปกติ คือ ไม่ใช้กล้ามเนื้อลูกตา

การที่หัวใจเต้นแรง มีส่วน ขับดับ กิเลส และการขาดสติ

เมื่อเห็นทุกข์ จึงเห็นเรา = ศึกษาเรืองทุกข์ เรืองความเบื่อหน่ย จึงจะเข้าใจ และ เข้าถึง สิ่งที่พระพทุธเจ้าได้รู้มา

เมื่อกำลังฌาน มา (จะรู้สึกซาบเีสียว และมีกำลังสงบแผงเร้น ในความรู้สึก ลมหายใจจะเริ่มแผ่ว หัวใจเปลียนจังหวะเต้นช้า หรือ หัวใจอาจเต้นช้าถึงระดับหนึ่งภาวะนี้ จึงเิกิดทันที) ให้ นำมาพักไว้ ที่ ตันเถียน จากนั้นกำลังฌาน จะแผ่ไปทั่วร่างกาย เป็นปิติซาบซ่าน ม่านตาจะคลายตัว

รูป น้ำพุ โค้งลง หัวกบาล

ไม่นึกคิด จึง หยุดกังวล เพราะความกังวลต่างๆ นานานี่แหละ ก่อให้เกิด วิตก แล้ว สิ่งอื่นๆ ก้อ ตาม มา

สมองส่วนหน้า ควบคุม หงุดหงิด โกรธ

ไม่ปล่อยตัวใหุ้ทุกข์ครอบงำ สละสุขที่เป็นธรรม มีปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง นี่แหละความเพียรจึงมีผล

การจะหลุดจาก บ่วงกรรม อาศัย ปัญญา และ วิบาก หมายความว่า ได้เห็นทะลุผ่านวิบากนั้น แล้ว ใช้ปัญญา ปรับเปลี่ยน แก้ไข รู้ทัน

ติดตามอ่านหนังสือของหลวงพ่อฤาษีลิงดำดู ทุกเล่มของท่านอ่านสนุกมากครับ ถ้าท่านต้องการรู้เรื่อง ผี เทวดา นรก เปรต อะไรทำนองนี้ ก็อ่านเรื่อง ตายแล้วไปไหน ถ้าต้องการทราบประวัติของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ก็อ่านเรื่องประวัติหลวงพ่อปาน หรือถ้าสนใจเรื่อง อดีตชาติของหลวงพ่อและประวัติของชาติไทยว่ามีความเป็นมาอย่างก็ติดตามอ่านในหนังสือเรื่อง เรื่องจริงอิงนิทานพิเศษ และถ้าท่านใดสนใจในการปฏิบัติธรรมและอยากทราบว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเป็นพระอริยเจ้าเมื่อไร ด้วยวิธีใด ก็อ่านจาก หนังสือ ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า

สนใจ เพียงเฉพาะปัจจุบัน ก้อเพียงพอ ว่า มีอะไร สดุดภายใน ไม่โปร่งเบา แสดงว่า กิเลสเกิดขึ้น ปัดโดย ทิ้งนึกคิด สิ่งนั้น มาอยู่ที่ ว่างเปล่า ... การคิดอดีต ไม่สามารถเข้าไป ละใดๆได้ การคิดอนาคต ก้อไม่สามารถ เข้าไปทำอะไร ได้ เพราะ ยังไม่เกิดขึ้น ... สิ่งที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิดขึ้น คือ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ หรือเข้าไปในเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ได้ ( นี่ คือ สภาวะอนัตตา นั่นเอง)

ทุก อนิจจัง อนัตตา เป็น สภาวะ มิใช่บัญญัติหรือ นิยามใดๆ เป็นสภาวะ 3 สภาวะ แห่ง กาย นี้ ได้แก่ หนักหน่วงทางลมหายใจ ทางหัวใจ ทางนึกคิด และ ลูกตา (ทำให้ขมวดและเพิ่ง แบบเครียด) และ สภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ร่ำไปจากการสิ่งกระทบที่มีมาอยู่ตลอดไม่ขาดสาย และการไม่อยู่กับปัจจุบันนั้น (ตามข้างต้น) ทำให้เกิดการสร้างสมมติและอุปทาน ขึ้น

เหลือไว้ แต่ผู้สันโดษ เคยเป็นมา และไม่มีความที่จะเป็น

มหาบุรุษ = บุคคลิกที่ดี(เสนห์) - ปัญญา(สัมมาทิฏฐิ) - ชาติตระกูลเป็นที่สรรเสริญจากปวงชน(ไม่สามารถโดนดูถูกดูแคลนได้) ... ตอ้งมีอย่างน้อย 3 อย่างนี้ ขาดอันใดอันหนึ่ง คือ อาภัพอันนั้น

เส้นเวลา เว้านูน

นิพพาน อิ่มเอิบ โตเต็มวัย แจ่มแจ้ง อ่านหนังสือจบครบบริบูรณ์ Matual เป็นความรู้สึกเดียวกัน

แรงบัลดาลใจ แรงดลใจ ก้อ คือ ระบบ feedback ของ ปัญญา ศรัทธา วริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นั่นเอง (พระพุทธเจ้า บอกว่า ปัญญา ต้องมีก่อน จึงทำสิ่งนี้ได้ นั่น เท่ากับ อะไรๆ ก้อตาม ปัญญา จะต้องมีก่อน เสมอ ไม่มีปัญญา จะไม่สามารถเข้ามา หรือ ทำได้เลย)

ทำใจให้บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว อยู่เสมอ

เมื่ออินทรีย์พร้อม จึงทำ นิโรธสมาบัติได้ ... กล้ามเนื้อ เอน กระดูก การไหลเวีบนของเลือด การสุบฉีดของเลือด การคลายตัวทั้งหมด อยู่ในสภาพที่สมบุรณ์ สมองภายนอกคลายตัวจนถึง thalamus

ทำตารางเปรียบเทียบ ความเป็นทางโลกของคริส และ ทางธรรมของพุทธ

ทาลามัส สมองส่วนใน สร้างบางอย่าง มีผลกระทบต่อ การเต้นหัวใจ การหายใจ ทำให้อึดอัด เวลาเกิดผัสสะ บางชนิด ผัสสะที่ก่อให้เกิดการกดดันนี้ มาจากสัญญาชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ไปจดจำแแบบนั้น แก้ด้วยวิธีการ ย้อนกลับ หายใจ หัวใจ กลับไปยังทาลามัส

อนัตตา ของ อนัตตา = ไร้ที่สิ้นสุด คือ อจินไตย นั่นเอง

หยุด สิ่งเคลื่อนไหว ทั้งปวง ... ลมหายใจ หัวใจ อื่นๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว จับหาดูก่อน ถ้ายังไหวอยู่ หาต้นตอ ที่มา วิธีการหยุด

focus = ประทับใจ ชื่นชม ตัดสิ่งรอบนอกทิ้งหมด

ส่วนเกินของการหยุดนิ่งที่หัวใจ จะ สำลักออก มาที่การเปลี่ยนจังหวะเต้น คล้ายๆ การสะอึกที่หัวใจ ถ่ายออกมา เป็นลม ลมนี้จะต้องทำการคลายออก มาที่ลำคอ หรือ เกบในตันเถียน อย่างหนึ่งอย่างใด

กิเลส 10 ตัณหา สมมมติอุปทาน ไตรลักษณ์ ระลึกรู้การเกิดในอารมภ์นั้นๆ แล้ว ธรรม จะ ยุติ

ที่ไม่ทุกข์ เพราะ สุข นั่นข่ม กด บัง ทุกข์ ไว้ชั่วคราว ความทะยานอยากที่จะระบายทุกข์ออกนั้นจะสะสม เรื่อยๆ จนมากพอ ก็จะระบายออกมา หรือ ประสบกับผัสสะ ที่ตรงพอดี กับการเปิดช่องทุกข์นั้น ความโศกเศร้าอาวรณ์รำไห้อาลัยจะพรั่งพรู ออกมาแบบภูเขาไฟระเบิดเลย

นิมิต ทุกข์ สุข ให้ไกลห่างออกไปเรือยๆ เหมือนเรือ ห่างจากเกาะ เหมือน โลก ห่างออกไปในอวกาศ

ศาสตร์แห่งการเหม่อลอย

จิตเดิม ไม่รู้จัก กาย นี้ ด้วยซ้ำไป

โดยอาศัยออกซิเจน และ พลังงาน ในการก่อให้เกิด ถ้า ลดการนำเข้าพลังงาน และ ออกซิเจนลง ร่างกาย น่าจะจัดภาวะใหม่ให้กับตนเอง โดยการลด การกระตุ้น การเคลื่อนไหว ที่ไม่จำเป็น เพื่อสงวน สิ่งที่เติมเข้ามา และ สิ่งที่มีอยู่ในสภาพจำกัด

เปลี่ยน ประจุลบ และ บวก มาอยู่ใน พลังสงบ

มองเข้าไปในด้านซ้ายแห่งอวิชา (ทุกขัง อนิจจัง) คือ มองเข้าไปในความรู้ที่ยังบกพร่องอยู่ เสมือนมอง ตัวมันเอง(ที่อยูู่ในตัวมันเอง) และ อวิชากลุ่ม (ที่เกิดจาก เหล่าผู้ยังคงอวิชา มารวมกัน) เสมือนกำลังต่อกับ ทั้งสองสิ่งนี้ ในขณะที่อีกด้าน คือ สัจธรรม (ธรรมชาติ แห่งความเป็นจริง) คือ อนัตตา

การดำดิ่ง ลงสู่ความสงบ = ลดการหายใจเข้าออก ให้ช้า จมการหายใจเข้าและคงไว้ก่อน ณ ที่ที่ ลมหายใจนั้นสุด (มักจะเป็นท้องน้อย) เพื่อทำให้ หัวใจโปรแกรมการเต้นให้ช้าลง ขณะทีลมหายใจดำดิ่ง ณ ตันเถียน ความนึกคิดจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ จดจ่ออยู่กับการดำดิ่งเอง

คำว่า กูก็เจ๋ง นี่ จะ ดับมันได้อย่างไร

กระบวนการหยุดใช้ ออกซิเจน หรือ ลดปริมาณการนำเข้า ออกซิเจน

ธรรมะโอสถ = ตั้งรูป ทำลายรูป

เพราะปัญญา มาก ทำให้แก้ทุกข์ได้ปรับทุกข์เป็นสุขได้ กลายเป็นมารขวาง การหลุดพ้น ไปเลย

จิต ร่างกาย เชื่อมอยู่ด้วย สมมติ อุปทาน เนืองจาก ร่างกายนี้ จะดับสุญ สิ่งต่างๆนานา ที่เกิดขึ้นระหว่างร่างกายนี้ดำรงอยู่ จะไม่สามารถยึดถือ ได้ เป็นการเปล่าประโยชน์ ต่อ อารมภ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น การปล่อยให้อารมภ์ว่างเปล่า จึงเป็นธรรมชาติ เดิมๆ ของสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันจริงๆ

คลายกาย คลายใจ จากสมมติ

(แน่วแน่ พุ่งเป้า จดจ่อ) กับ องค์นิมิต เมื่อจังหวะ ได้ที่ จะเข้าสู่ การควบแน่น (โพชฌง) อัตโนมัติ หลังจาก สมองคลาย แล้วละความรู้สึกต่างๆ

เพราะปัญญา มาก ทำให้แก้ทุกข์ได้ปรับทุกข์เป็นสุขได้ กลายเป็นมารขวาง การหลุดพ้น ไปเลย เพราะ ปัญญาที่สูงเกินกว่าความพอดี จะ มี โลภะ และโมหะ ปนเข้ามาแบบละเอียด

เมื่อกิเลส ผุด --> ปรุงแต่งเกิด --> สมมติอุปทาน เกิด --> ตัณหา เกิด

ความมุ่งมั่นทางอารมภ์ = focus

http://stockcharts.com/public/3267041

ตรึงอารมภ์ = ก่อให้เกิด อารมภ์จดจ่อ focus มุ่งมั่นทางอารมภ์ ให้ความสนใจต่อภาพ/นึกคิด/ความรู้สึก/อารมภ์นั้น เช่นภาพบ้านเรือนระยะไกล ความกว้างไกลของท้องฟ้า ความชัดเจนของนิมิตหรือกสิน สิ่งที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ กำลังใจ

มิติ --> หยุดนิ่ง สะอาด บริสุทธิ์ เย็นใจร้อนใจ จ้องรับรู้และละวาง อึดอัดผ่อนคลายใจกาย หนักเบาล่องลอย เวิ้งว้าง บรรยากาศเก่าๆ สนามแม่เหล็ก สนามไฟฟ้า สสารและแรงโน้มถ่วง

http://larndham.net/buddhism/tsearch.htm

ราคะ = สนองตัณหา

โมหะ = ดิน น้ำ , โทสะ = ลม ไฟ , ราคะ = ดินน้ำลมไฟ เท่ากัน

ราคะ -- ริษยา มานะ มายา สาไถย มักมาก

โทสะ -- โกรธ พยาบาท มักขะ ตระหนี่ อุปนาหะ

โมหะ -- ถีนะมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา

Virtue, concentration, Wisdom and the peerless freedom.

ตัวตนสร้างมาจาก เรียนรู้ ประสบการณ์ วิธีตอบสนองสิ่งภายนอก วิธีสนองความต้องการภายใน แต่งเติม ออกมาเป็นทั้ง รูปสมมติ และ นามสมมติ ตัวใหม่ ที่ไม่ใช่จิตจริงและไม่ใช่ขันธ์ ที่แท้จริง

ถ้า อกุศลธรรม และ กุศลธรรม เป็นการปรุงแต่งทั้งคู่ แล้ว การไม่ปรุงแต่ง อยู่ตรงไหน .... ตรงที่ ไม่มีนึกคิด

สัตว์ ไม่สามารถมีปัญญาแห่งสัจธรรมได้ เพราะ ต้องหากิน และ ระวังภัย

การนั่งสมาธินาน เกินไป อาจมีผล ทำให้กระดูกเกิดสภาพ หินปูนได้ ... ดังนั้น ควรมี โยคะบริหารกาย ร่วมด้วย

http://www.larnbuddhism.com/visut/

ธรรม ๖ กองนั้น คือ ขันธ์กอง ๑ อายตนะกอง ๑ ธาตุกอง ๑ อินทรีย์กอง ๑ อริยสัจกอง ๑ ปฏิจจสมุปบาทเป็นอาทิกอง ๑

ดับลมหายใจ ดับการเต้นหัวใจ ดับการเต้นของสมอง(ที่สูบฉีดมาจากหัวใจ) ด้วยตามดู ความเบาสบายๆ ไปเรือยๆ

โมหะ = เคลิ้ม (บางคนเรียกว่า อารมภ์ไหล) และ กลัว

จิตบริสุทธิ์ จิตมีกำลีง

มองเห็นร่างกายเป็นแค่วัตถุที่มีทรง นอนราบมองพื้นทรายระยะใกล้ไกลสามมิติ นึกถึงภาพในกล้องสามมิติ

ทำไปเจริญให้มาก เหมือนฝนที่เพิ่งเริ่มตกที่ละเม็ดไปจนเป็นห่าใหญ่

ศรัทธา ในสิ่งที่เจริญให้มากแล้ว จะยิ่งทำให้ความบริสุทธิ์นั้นทวีมากขึ้น กิเลสความปวดความเมื่อยจถูกเปลี่ยนสมมุติและอุปทานมาเป็นกำลังให้กับความบริสุทธิ์

focus attention meditation

ศรัทธา ความมั่นใจ ความเชื่อมั่น ในบุคคล ในการกระทำ ในวัตถุ จุดประสงค์เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ให้เคว้งคว้าง ทำให้เกิดสติมีการรับรู้ได้ ชั่งใจได้ ก่อให้เกิดอารมภ์ที่มั่นคง มีกำลังใจ มีการหายใจเข้าออกอย่างสบายใจโล่งโปร่งคลาย

ทุกคน ต้องการ ลมหายใจที่โปร่งสะอาดและบริสุทธิ์ ... สิ่งนี้จะได้มาจาก ความสงบ หรือ ได้มาจากสภาวะหยุดนิ่ง

คนหนึ่ง มีจิต กายเป็นเพื่อนจิต ... คนสองคน มีจิต มีกายตัวเองและ จิตกับกายของอีกคนเป็นเพื่อน รวมเป็นสาม

สติ = การรำลึกได้

จิต = -->รู้สึก <---> อารมภ์ <---> นึกคิด ?

อารมณ์เป็นสิ่งที่ไม่คงที่มีการแปรเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลา สภาวะการรู้คิด ปฏิกิริยาทางสรีระ การแสดงออกของพฤติกรรม http://www.novabizz.com/NovaAce/Emotional/Emotion.htm

ทุกข์ เป็นอาการ หนักอก ลมหายใจหนักเป็นก้อน แสบอก ร้อนอก หายใจติดขัด หายใจอึดอัด เกิดเนื่องจาก ภาระกิจ มรรค8 ค้างคา ทั้งในทางโลก และ ทางธรรม ตัวอย่างเช่น เวลาเรามองขึ้นที่สูง คนที่อยู่ในฐานะที่สูงกว่าเรา ทั้งทางครอบครัวและทางสังคม แต่กลับจมอยู่ในทุกข์ของตนเองต่างๆนานา เช่น หนี้สิน การงาน ล้่วนเป็นมายาแห่งทุกข์ทั้งนั้น คือ ทุกข์ที่ไม่มีอยู่จริง ปั้นแต่งเสแสร้งทุกข์นั้น เอาเอง เป็นสมมุติอุปทาน

Fake ที่มาการก่อเกิดร่ำไป ไม่ไปเกาะเกี่ยวโยงใย(ทางจิต) ฝังให้อยู่ในจิตใต้สำนึก

ภพ = เรืองราว และ ปัจจัยแวดล้อมที่จะหล่อหลอมเรืองราว

สุดท้าย ทุกอย่างเป็น ศาสตร์และศิลป นี่คือแนวทางบัณทิต

อานุภาพความบริสุทธิ์ = ความสามารถในการปัดเป่าความหม่นหมอง ออกจากผู้อื่น การสาดกลับด้วยมลทิน = สัญชาติญานสัตว์ ที่ยังไม่เห็นแสงสว่าง

น้ำตา + ความเหงา = เสน่ห์หา ตรงข้ามกับ ศรัทธา .... หลายคนปรุงแต่งจนผิดทาง เนื้องมาจาก สภาวะไม่มั่ยคงในอารมภ์ หรือ ตกอยู่ในเรืองทุกข์ต่างๆนานา เช่นเพิ่งผ่านพ้นการอกหัก ปัญหาหนี้สิน ปัญหางาน ปัญหาครอบครัว จิตใจว้าเหว่ ซึ่งมากจะเกิดในผู้หญิง เป็นส่วนใหญ ... เมื่อเข้าไปอยู่ในสภาพเสน่หาแล้ว จะยังไม่สามารถรู้ตัวได้ เพราะ ขณะนั้นต้องการที่พึ่งทางใจ ยากที่จะปลีกตัวออกมาได้ และยังขาดสามัญสำนึก ในที่สุด

ตกงาน แฟนทอดทิ้ง หนี้สิน ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน อยู่ตามลำพัง --> นำพาไปสู่อาการประสาทหลอนได้ง่ายๆ

สงบ สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีที่สิ้นสุด --> จะหาที่ไหน จะหาที่ใคร ไม่มีที่ไหน ไม่มีที่ใครทั้งสิ้น มันมีอยู่ในจิตเราเท่านั้น ... ดังนั้น ไม่ต้องยึดติดวัด ยึดติดพระ ยึดติด บุญ บาป อีกต่อไป มีชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไหนก็ได้

สงบ สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีที่สิ้นสุด --> จะหาที่ไหน จะหาที่ใคร ไม่มีที่ไหน ไม่มีที่ใครทั้งสิ้น มันมีอยู่ในจิตเราเท่านั้น ... ดังนั้น ไม่ต้องยึดติดวัด ยึดติดพระ ยึดติด บุญ บาป อีกต่อไป มีชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไหนก็ได้

โธทกล่าวถึงกุญแจที่จะไขไปสู่ "ปัญญา" ที่จะนำมาซึ่ง "พลัง" และพลังจะทำให้เกิดปัญญาว่าอยู่ที่ความถ่อมตัว เพราะ ผู้ที่ยะโสหลงตัวเองคือคนโง่ที่ปฏิเสธที่จะเรียนรู้

ความเหลิง ระเริง ตน เปรียบกับ การอาบโมหะ เพื่อเพิ่มพูน ทำให้งอกเงย บานสะพรั่ง ความเหลิงระเริง ไม่สิ้นสุด ทะยานอยากในสิ่งนี้เพิ่มพูนไปเรื่อยๆ

what you give - what you get , what you take, you have to pay

ความไม่เป็นธรรม ที่เข้ามาพันธนาการ รัดตรึง ต่าง มาได้อย่างไร?

28 8 2026
Welcome Guest
Main | Sign Up | Login
เปลี่ยน uID ให้ไปที่ ucoz.com
โดย logout ก่อน
Login form
Calendar
Entries archive
Tag Board
Search
mp3
Changing Partner

nonCopyright © 2026
Make a free website with uCoz