| ฌาน นำทางให้เห็น จิต | ||
| เมื่อเห็น จิต ดวงตาธรรม จึงเพียงเริ่มเปิด | ||
| เมื่อจิต และ กาย แยกจากกัน จึงเพียงเริ่มต้น แห่งสัจจธรรม | ||
|
บริสุทธิ์
อิสระ
หนัก-แฝงกับผัสสะ
แทงตลอด
ทิ้ง-สิ่งยึดติด อย่างวางใจ
สติ-แห่งจิต
เมื่อจิตพลิกแล้ว จะเห็น สิ่งต่างๆเป็นแสนเป็นล้าน เป็นสมมติ พร้อมกันเพียงเสี้ยววินาที | ||
การฝึกสมาธิมีหลายรูปแบบ
คือ การฝึกสมาธินั้น เป็นการฝึกฝนจิตใจของเราให้สงบสุข นั้นมีอยู่หลายวิธีการด้วยกัน เปรียบเสมือนดั่งแหล่งน้ำในโลก ที่มีหลากหลายแหล่งให้สัตว์โลกทั้งหลายได้ดื่มกิน การฝึกใจ เพื่อให้เกิดสมาธินั้นก็มีอยู่หลายวิธีการด้วยเช่นกัน เพราะเหตุนี้ จึงมีรูปแบบการสอนสมาธิ ที่หลากหลายเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สนองต่อความต้องการของมนุษย์โลกที่มีความแตกต่างกันไป เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะมนุษย์แต่ละคนจะหาความเหมือนกันหมดทุกอย่างได้ยาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ครูผู้สอนการฝึกสมาธินั้น ได้พยายามหาวิธีการถ่ายทอดประสบการณ์ตามความรู้ ความคิด และความสามารถที่ตนเองได้ฝึกฝนหรือเรียนรู้มา หรือตามขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม และพิธีกรรมต่างๆ ที่ได้รับการสืบทอดกันมาตามความรู้ ความเชื่อของคนรุ่นก่อน บางทีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ก็มีผลต่อรูปแบบของการฝึกสมาธิด้วยเช่นกัน เพราะแต่ละท้องถิ่น จะมีอัธยาศัยที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมพื้นเมือง จึงทำให้เกิดครูสอนสมาธิมากมายทั่วโลก แต่ครูสอนสมาธิที่ดีจะมุ่งเน้นสอนสมาธิ เพื่อให้ใจเกิดสมาธิ คือทำใจให้ตั้งมั่น มีความสงบสุข สุขใจ เบากาย สบายกาย สบายใจ อันเป็นผลให้เกิดสมาธิในขั้นพื้นฐาน และเป็นรากฐานในการรองรับการฝึกสมาธิขั้นสูงต่อไปได้
1.ตัวอย่างการฝึกสมาธิรูปแบบต่างๆ เช่น
1.1 สมาธินอกพระพุทธศาสนา
โยคะ คือ การฝึกสมาธิที่มีมานานก่อนพุทธกาล โดยการใช้วิธีบริหารร่างกาย ซึ่งมีหลักการคือ “ สุขภาพทางกายนั้นเป็นรากฐานของสุขภาพทางจิต ” ดังนั้นในการทำโยคะนั้น จะมีการออกกำลังกายบริหารร่างกาย และส่งใจไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เกิดความผ่อนคลาย สบาย และยังเน้นเรื่องของการกำหนดลมหายใจ หรือลมปราณ ซึ่งเชื่อว่า มีความสัมพันธ์กับจิตอย่างแนบแน่น
![]()
1.2 สมาธิแบบ TM
TM ย่อจาก Transcendental Meditation ที่ถูกนำไปเผยแผ่โดยมหาฤๅษี วิธีการของ TM คือ การท่อง “ มนตรา” (Muntra) ซึ่งจะท่องซ้ำ ๆ ภาวนาในใจ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย
การฝึกสมาธิตามแบบทิเบต นั้นเป็นวิธีการปฏิบัติแนวหนึ่ง ที่นอกจากต้องการจิตใจที่บริสุทธิ์แล้ว ยังต้องการอำนาจจิต ด้วยรูปแบบการฝึก จึงมุ่งเพ่งความคิดให้แน่วแน่ลงไปในสิ่ง เดียว หากสามารถรวมพลังจิตทำนองเดียวกับการรวมแสงอาทิตย์จะทำให้ได้พลัง จิตอย่างมหาศาล
การปฏิบัติสมาธิแบบนี้จะต้องรวบรวมร่างกาย ความคิด และประสาทสัมผัสเข้าด้วยกัน ด้วยดวงจิตที่มีสติควบคุมจดจ่อ เป็นอารมณ์เดียว และจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนนั้นให้ครบถ้วน จึงจะบังเกิดผลขึ้นมาได้ในเวลาอันควร การปฏิบัติทุกขั้นตอนจะต้องไม่รีบร้อน ทำแบบช้า ๆ เพื่อให้ร่างกาย ความคิด และประสาทสัมผัส สามารถผสมผสานเข้าสู่กระบวนการได้
อย่างถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้นก็จะได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งขั้นตอนการฝึกสมาธิแบบนี้จะมีลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติคือ
- การพักผ่อน
- การกำหนดลมหายใจ
- การฝึกความสงบ
- การภาวนา
- การเพ่งกสิณ
กล่าวโดยทั่วไปนั้น การฝึกสมาธิตามแบบทิเบตนั้น เป็นการฝึกโดยเริ่มต้นจากความผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิต ใจก่อน แล้วค่อยฝึกลมหายใจให้ยาวและลึก พร้อมกับคำภาวนา เมื่อใจสงบดีแล้วก็มาฝึกเพ่งกสิณกันต่อ ซึ่งกสิณที่ชาวทิเบตนิยมทำกันมากก็คือ กสิณแสงสว่าง และการเพ่งลูกแก้ว โดยมุ่งให้เกิดอำนาจทางจิตมีตาทิพย์ เป็นต้น
1.3 การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบมหายาน
1.3.1 สมาธิแบบเซนในปัจจุบัน
สมาธิแบบเซนในปัจจุบัน เป็นวิธีปฏิบัติที่นิยมในพระพุทธศาสนานิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น มีวิธีปฏิบัติที่สำคัญอยู่ 2 สาย สายแรกคือ รินไซเซน (Rinzai Zen) มีปริศนาธรรมเป็นหัวใจของการปฏิบัติ ส่วนสายที่สองคือ โซโตะเซน (Soto Zen) ใช้อีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า ชิคานทาซา เป็นหัวใจของการปฏิบัติ
รินไซเซนในปัจจุบันใช้โกอานเป็นหัวใจของการปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัตินั้น เมื่อนักศึกษาเข้าไปขอกรรมฐานกับอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็จะให้โกอานข้อที่หนึ่งซึ่งก็คือ ให้ภาวนาคำว่า “ มู” จนกว่าจะหาคำตอบได้ พอตอบได้แล้ว อาจารย์ก็จะให้โกอานข้อที่ 2 เราตอบได้ก็ให้ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดโกอานในหนังสือ “ มูมอนคาน” แล้วถือว่าจบหลักสูตร ถือได้ว่ารู้ธรรมะขั้นลึกซึ้ง ซึ่งลักษณะการทำภาวนาแบบนี้ แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะหาคำตอบจากการภาวนาก็ตาม การนั่งนั้นเขาก็นั่งนิ่ง หลับตาภาวนา ดูลมหายใจ และในการดูลมหายใจนั้น เขาก็กำกับคำภาวนาด้วย
นอกจากนี้ยังมีบางสำนัก คือ “ เรียวโคอิน” ที่อาจารย์โคโบริ โรชิ สอนชาวต่างประเทศได้ประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมตะวันตก คือ ขณะที่อาจารย์เซนคนอื่นสอนให้ภาวนาคำว่า “ มู” ท่านโคโบริ ก็สอนให้ชาวตะวันตกภาวนาว่า “ one” ทำภาวนาอย่างนี้จนความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างเดียวกับคำภาวนา
ส่วนสายที่ 2 คือ โซโตะเซน ใช้วิธีการที่แตกต่างออกไป คือ เขาให้นั่งสมาธินิ่งๆ แต่ไม่หลับตา และไม่ต้องภาวนา ไม่ต้องดูลมหายใจ ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น นั่งเฉยๆ แล้วให้รู้สึกตัว เช่น ในขณะที่นั่งนั้นมีเสียงรถผ่านไปก็ให้รู้ ลมพัดมาต้องกายก็ให้รู้ มีอะไรเกิดขึ้นรอบกายก็ให้รู้ ให้นั่งอยู่ในความรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง มีสติรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง วิธีการนี้เรียกว่า “ ชิคานทาซา”
สรุป สมาธิแบบเซนจะมุ่งเน้นความสงบทางใจโดยการนั่งนิ่ง ๆ แล้วนำคำภาวนามาขบคิดจนเกิดความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความสว่าง สงบ และความยินดี
1.4 การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท
การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนี้ มีหลายวิธีการปฏิบัติ และแหล่งที่มีการสอนมักจะเป็นในประเทศศรีลังกา พม่า และไทย เป็นต้น สำหรับในที่นี้ จะมุ่งกล่าวถึงการฝึกสมาธิแบบเถรวาทที่มีการสอนในประเทศไทยเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในประเทศไทยเอง ก็มีหลากหลายรูปแบบ และมีหลายสำนักปฏิบัติธรรมที่เผยแพร่ วิธีการปฏิบัติในปัจจุบัน ทั้งนี้หากพิจารณาถึงความหลากหลายวิธีการและหลากหลายสำนักปฏิบัติธรรมนี้ แสดงให้เห็นว่ามีผู้สนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมกันมาก หากแต่ละสำนักรวมทั้งผู้มุ่งที่จะศึกษาและฝึกสมาธิ ได้ลงมือศึกษาและฝึกฝนอย่างจริงจังแล้วย่อมจะเกิดผลดีทั้งแก่ผู้ปฏิบัติและ การสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาอีกด้วย ในที่นี้จะยกตัวอย่างวิธีการฝึกสมาธิแบบเถรวาทในประเทศไทยมาพอสังเขป แต่จะกล่าวถึงการฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึงธรรมกายในรายละเอียด ทั้งนี้เพราะผู้จัดทำตำราเรียนได้ศึกษามาโดยตรง ส่วนวิธีการอื่นนั้นหากสนใจในรายละเอียดนักศึกษาสามารถหาโอกาสศึกษาได้ด้วย ตนเอง
1.5 การฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ
การฝึกสมาธิแบบอานาปานสติเป็นรูปแบบการฝึกสมาธิที่นิยมฝึกกันมากใพระพุทศาสนาเถรวาทในที่นี้จักขอยกเอาการฝึกสมาธิตามแบบสายพระธุดงค์อีสานโดยมีพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นครูผู้สอน ซึ่งท่านใช้คำว่า พุท-โธ เป็นหลักในการภาวนาตามจังหวะลมหายใจเข้า-ออก นอกจากนี้ท่านยังเน้นการเดินจงกรม โดยระยะที่จะเดินประมาณ 5 ถึง 10 เมตร มองทอดสายตาดูไปข้างหน้า ประมาณ 4 ก้าว เพื่อไม่ให้จิตใจวอกแวก กำหนดจิตของเราอยู่ที่ก้าวเดินและคำภาวนา การทำสมาธิแบบอานาปานสติ จะใช้วิธีเอาสติไปอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก โดยภาวนาพุท-โธ กำกับด้วย
1.6 การฝึกสมาธิแบบพองหนอ-ยุบหนอ
การฝึกสมาธิแบบนี้ จะเน้นการใช้สติปัฏฐาน 4 ควบคู่กับการบริกรรมพองหนอ-ยุบหนอ เป็นแนวการสอนสมาธิตามแบบประเทศพม่า ซึ่งพระธรรมธีรราชมหามุนี (พระมหาโชดก ญาณสิทธิ) เป็นผู้ไปฝึกปฏิบัติแล้วนำมาเผยแพร่ที่ประเทศไทย และท่านได้จัดสอนที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ท่าพระจันทร์ และต่อมาได้รับความนิยมนำไปปฏิบัติอย่างแพร่หลาย วิธีปฏิบัตินั้น ทั้งมีการให้เดินจงกรม โดยเน้นให้มีสติอยู่ที่ส้นเท้าเป็นหลัก และเมื่อเดินจงกรมครบกำหนดแล้วให้นั่งสมาธิ เอาสติไว้ที่ท้องภาวนาว่า “ พองหนอ ยุบหนอ” ตามอาการพองยุบของหน้าท้องเวลาหายใจเข้าออก ถ้านั่งครบกำหนดแล้ว ก็ให้ลุกขึ้นเดินจงกรมอีก และนั่งสมาธิอีก ทำให้ต่อเนื่องสลับกันไป สำหรับการนั่งสมาธิ และเดินจงกรมลักษณะนี้ มุ่งเน้นพิจารณาตามกฎไตรลักษณ์ ส่วนวิธีการอาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ตามแต่อาจารย์จะนำไปประยุกต์สอน การทำสมาธิด้วยการภาวนา พองหนอ-ยุบหนอ เป็นการฝึกสติอยู่กับลมหายใจที่ท้องเป็นหลัก ส่วนถ้ามีอารมณ์อื่นมาแทรกก็ให้พิจารณา คือ เอาอารมณ์นั้นมาภาวนาแทนจนกว่าใจจะสงบ ส่วนถ้าเดินจงกรมก็ให้มีสติอยู่กับเท้าที่เดินอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ มุ่งหวังให้ใจรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองอยู่เสมอ
1.7 การฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึง "ธรรมในกาย"
การฝึกสมาธิแบบนี้ เป็นการฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาที่พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญท่านค้นพบวิธีการปฏิบัติ และนำมาสอนจนสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าได้ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าสิ่งที่พระมงคลเทพมุนี (หรือที่ผู้คนนิยม กล่าวถึงท่านติดปากว่า “ หลวงปู่วัดปากน้ำ”) นำมาสอนนั้น แม้จะเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติ แต่ก็มีปรากฏสอดคล้องกับพระธรรมคำสอนที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น คำว่า “ ธรรมกาย”และวิธีการปฏิบัติให้เข้าถึงธรรมกายก็สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติธรรม ที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น ทั้งนี้การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย จะได้กล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่อไป
1.7.1การฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึง "ธรรมในกาย"
การฝึกสมาธิเพื่อการเข้าถึง "ธรรมในกาย" นี้ เป็นรูปแบบของการฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาที่ได้สูญหายไปเมื่อ 500 ปีหลังพุทธปรินิพพาน ซึ่งพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ(สด จนฺทสโร) ได้ค้นพบด้วยการนั่งสมาธิในปี พ.ศ. 2460 ณ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง แล้วท่านก็ได้ศึกษาจากการปฏิบัติอย่างเชี่ยวชาญจนพบว่า ในกลางกายของมนุษย์ทุกคนมีพระรัตนตรัยอยู่ภายใน คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ
พุทธรัตนะ ก็คือ ธรรมกาย หรือกายที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ที่มีอยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกคน ซึ่งมีหลักฐานที่เป็นคำสอนปรากฏในพระไตรปิฎก ทั้งฉบับของเถรวาท มหายาน วัชรยาน เพียงแต่ในพระไตรปิฎก ไม่ได้กล่าวไว้อย่างละเอียดว่า ธรรมกายมีลักษณะเป็นอย่างไร จนกระทั่งหลวงปู่วัดปากน้ำท่านได้เข้าถึงแล้ว กล่าวว่าธรรมกายมีลักษณะคล้าย กับพระพุทธรูปหรือพระพุทธปฏิมากรที่จำลองออกมา แต่งดงามกว่า เป็นพระแก้วใสบริสุทธิ์ มีเกตุดอกบัวตูม ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ
การจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ "ธรรมในกาย" ที่มีอยู่ภายใน จะรู้ได้ต่อเมื่อเข้าถึงแล้วก็ไปรู้ไปเห็น ด้วยวิธีการวางใจมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสายกลางที่จะนำไปสู่อายตนนิพพาน
วิธีการที่จะทำให้ใจหยุดนิ่งตรงฐานถาวรที่ 7 (ตรงประมาณหน้าอกแถวลิ้นปี่) มีหลายวิธี แต่ย่อลงมาเหลือเพียงแค่ 40 วิธี ที่มีปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค จะเลือกวิธีไหนก็ได้ ที่จะฝึกใจให้หยุดนิ่ง เช่น
- เราจะเริ่มต้นจากการพิจารณาซากศพ (อสุภะ) หรือ
- กำหนดลมหายใจเข้าภาวนา “ พุท” หายใจออกภาวนา ”โธ” อย่างที่เรียกว่า อานาปานสติ หรือ
- ทำใจนิ่งๆเฉยๆ ไม่คิดอะไรเลย หรือ
- บางคนระลึกถึงศีลที่ตนรักษาได้บริสุทธิ์บริบูรณ์
ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม เมื่อปฎิบัติไปเรื่อย ๆ พอใจสบาย ใจหยุดถูกส่วนเข้า ก็หล่นวูบเข้าไปสู่ภายใน พบดวงธรรมภายใน ถ้าดำเนินจิตไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าถึงพระรัตนตรัยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นวิธีที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยนั้นมีหลายวิธี
แต่ทุกวิธีมีอารมณ์เดียว คือต้องมีอารมณ์ดี อารมณ์สบาย แล้วก็ต้องหยุดนิ่ง ใจที่ปกติชอบแวบไปแวบมาให้กลับมาหยุดนิ่งอยู่ภายใน พอหยุดถูกส่วนก็จะเข้าถึง "ธรรมในกาย" ในที่สุด
1.7.2วิธีการฝึกสมาธิเบื้องต้น
ขั้นตอนการปฏิบัติในเบื้องต้น มีดังต่อไปนี้
กราบบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีลห้าหรือศีลแปด และระลึกถึงความดีที่ได้กระทำมาทั้งหมด จนใจเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีล้วน ๆ แล้วนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย นั่งให้อยู่ในจังหวะสบายพอดี หลับตาพอสบาย แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจ ว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง
กำหนดอาโลกกสิณ คือ กสิณแสงสว่าง เป็น “ ดวงแก้วกลมใส” ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสสนิท ปราศจากราคี หรือรอยตำหนิใด ๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกให้สบาย นึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 นึกไปภาวนาไป อย่างนุ่มนวลเป็นพุทธานุสติว่า “ สัมมา อะระหัง” หรือค่อยๆ น้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกายตามแนวฐาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานที่หนึ่งเป็นต้นไป น้อมด้วยการนึกอย่างสบาย ๆ ใจเย็น ๆ ไปพร้อม ๆ กับคำภาวนา
อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงใส และกลมสนิทปรากฏแล้ว ณ กลางกาย ให้วางอารมณ์สบายๆ กับนิมิตนั้นจนเหมือนกับว่านิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ หากดวงนิมิตนั้นอันตรธานหายไป ก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิตนั้นขึ้นมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้นไปปรากฏที่อื่นที่มิใช่ศูนย์กลางกายให้ค่อย ๆ น้อมนิมิตเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการบังคับ และเมื่อนิมิตมาหยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกายให้วางสติลงไปยังจุดศูนย์กลางของดวงนิมิตด้วยความรู้สึกคล้ายๆ มีดวงดาวดวงเล็ก ๆ อีกดวงหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวงเดิม แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็ก ๆ ตรงกลางนั้นไปเรื่อย ๆ ใจจะปรับจนหยุดได้ถูกส่วน แล้วจากนั้นทุกอย่างจะค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตนเองเป็นภาวะของดวงกลม ที่ทั้งใสทั้งสว่างผุดซ้อนขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิต ตรงที่เราเอาใจใส่อย่าง สม่ำเสมอ
1.7.3 ฐานที่ตั้งของใจเพื่อการเข้าถึง "ธรรมในกาย"
ฐานที่ตั้งของใจมีความสำคัญมากต่อการฝึกสมาธิ เพราะการแสวงหาความสงบทางใจจำเป็นต้องหาหลักให้ใจเกาะ ใจจึงจะยอมสงบได้ ถ้าใจไม่มีหลักให้เกาะก็จะลอยเคว้งคว้าง ถ้าลอยไปไกลมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนเสียสติ ถ้าลอยอยู่ใกล้ ๆ ก็หลงบ้างลืมบ้าง จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถ้าอยู่ในตัวก็เป็นผู้มีสติสมบูรณ์ อุปมาเหมือนชาวนาเลี้ยงควายก็จำเป็นต้องผูกควายไว้กับหลัก มิฉะนั้นถ้าควายหลุดจากหลักได้เมื่อใดก็จะขวิดกันเองบ้าง ขวิดต้นไม้บ้าง หรือขวิดแม้กระทั่งเจ้าของ ถึงคราวจะใช้งานมันก็หนีเตลิดไป ชาวเรือก็เช่นกันจำเป็นต้องผูกเรือไว้กับหลัก ถ้าไม่ผูกเรือก็จะหลุดลอยไปตามน้ำ ลอยไปลอยมาก็จะถูกเรืออื่นชนเสียหาย แม้ประชาชนก็ต้องมีผู้ปกครอง หรือหัวหน้าเป็นหลัก ถ้าไม่มีผู้ปกครองเป็นหลักหรือหลักไม่ดี ก็เกิดการจลาจลวุ่นวายไปทั้งเมืองได้ หลักสำหรับเกาะ จึงมีความจำเป็นมากไม่ว่าในกิจกรรมใดๆ
ฉะนั้น ก่อนฝึกสมาธิก็ต้องหาหลักให้ใจเกาะเป็นที่เป็นทางแน่นอนเสียก่อน เรานิยมเรียกหลักที่ไว้ให้ใจเกาะว่า “ ฐานที่ตั้งจิต” พระมงคลเทพมุนีได้กล่าวถึงฐานที่ตั้งของจิตว่ามีอยู่ 7 ฐานด้วยกัน คือ
- ฐานที่ 1 ตรงปากช่องจมูก ถ้าเป็นหญิงก็ตรงปากช่องจมูกซ้าย ถ้าเป็นชายก็ตรงปากช่องจมูกขวา
- ฐานที่ 2 ตรงเพลาตา ถ้าเป็นหญิงก็ตรงเพลาตาซ้าย ถ้าเป็นชายก็ตรงเพลาตาขวา
- ฐานที่ 3 ในกลางกั๊กศีรษะตรงจอมประสาทในระดับพอดีกับตา แต่อยู่ข้างใน (นึกเอาเส้นด้าย 2 เส้น ขึงให้ตึงจาก กึ่งกลางระหว่างหัวตาทั้งสองข้างทะลุท้ายทอย กกหูซ้ายทะลุหูขวา ตรงจุดตัดคือ กลางกั๊ก)
- ฐานที่ 4 ในปากช่องเพดาน บริเวณเหนือลิ้นไก่ ตรงที่รับประทานอาหารแล้วสำลัก
- ฐานที่ 5 ในปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก อยู่ตรงกลางช่องคอพอดี
- ฐานที่ 6 ตรงกับสะดือแต่อยู่ข้างใน คือกลางตัว
- ฐานที่ตั้งจิตทั้ง 6 ฐานนี้เป็นเพียงฐานที่ตั้งจิตได้ชั่วคราว จึงไม่ควรตั้งไว้นานเกินไปจนกระทั่งกลายเป็นนิสัยต้องรีบหาโอกาสเลื่อนไปตั้งไว้ที่ฐานถาวรทันทีที่จิตเริ่มหยุด คือฐานที่ 7
- ฐานที่ 7 อยู่ตรงเหนือฐานที่ 6 โดยย้อนกลับขึ้นมาข้างบนอีกประมาณ 2 นิ้วมือ (นึกขึงเส้นด้าย 2 เส้น ขึงให้ตึงจากสะดือทะลุหลังจากเอวซ้ายทะลุเอวขวา ตรงเหนือจุดตัดขึ้นไป 2 นิ้วมือ คือฐานที่ 7 )
ตามประสบการณ์ จะอยู่ประมาณหน้าอกแถวลิ้นปีต่ำมาสักเล็กน้อยซึ่งจะปรากฏขึ้นเอง เมื่อลมหายใจและการเต้นของหัวใจแผ่วเบาได้ที่แล้วฐานที่ตั้งจิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ฐานที่ตั้งจิตถาวร กับ ฐานที่ตั้งจิตชั่วคราว ฐานที่ตั้งจิตชั่วคราว ได้แก่ ฐานที่ 1 ถึง ฐานที่ 6 ส่วนฐานที่ตั้งจิตถาวร ได้แก่ ฐานที่ 7 ซึ่งอยู่ตรงกลางกายของเรา
การที่มีฐานทั้ง 7 เช่นนี้ ทำให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ที่เริ่มฝึกใหม่ ๆ ที่สามารถค่อย ๆ หัดฝึกวางใจไว้ตามฐานต่าง ๆ ก่อน แล้วจึงค่อยตะล่อมใจไปวางไว้ที่ฐานที่ 7 ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งถาวร อุปมาเหมือนการใช้ท่อนไม้เล็กๆ ทำหลักไว้ผูกควาย ก็ใช้ผูกได้ชั่วคราวครั้งละ 2 – 3 ตัว เมื่อเสร็จธุระแล้วก็ถอนทิ้ง ส่วนหลักที่ใช้ผูกจำนวนมากๆ นั้น เราต้องใช้เสาใหญ่จะได้คงทน ไม่ต้องย้ายไปมาเรียกว่า หลักถาวร ซึ่งลักษณะพิเศษของหลักถาวรก็คือต้องสร้างให้มั่นคงแข็งแรง และไม่มีการโยก ย้าย
1.7.4 เหตุที่ฐานที่ 7 เป็นฐานที่ตั้งถาวร
เหตุที่ฐานที่ 7 เป็นที่ตั้งถาวรนั้น อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เพราะตำแหน่งนี้เปรียบเสมือน จุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย (Center of Gravity) ถ้าสังเกตจะเห็นว่าของทุกอย่างมีศูนย์ถ่วงของตัวเอง ถ้าเอาอะไรไปรองรับตรงจุดศูนย์ถ่วง สิ่งนั้นก็จะตั้งอยู่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แก้ว ศูนย์ถ่วงของแก้วจะอยู่ตรงกลางพอดี ถ้าเราเอามือไปรองที่ศูนย์ถ่วงตรงกลาง แก้วก็จะอยู่ได้ ไม่ตก แต่ถ้าเราเอามือของเราไปรองข้างๆ แก้วก็จะตก เพราะศูนย์ถ่วงไม่ได้ แต่แก้วจะตั้งได้ต่อเมื่อ นิ้วของเราไปรองอยู่ตรงศูนย์ถ่วงพอดี ถึงจะรองรับน้ำหนักได้
ของทุกอย่างจะมีศูนย์ถ่วง มีจุดสมดุล ถ้าเราไปรองรับตรงจุดสมดุลสิ่งของนั้นๆ ก็จะตั้งอยู่ได้ ถ้าไปรองนอกจุดสมดุล สิ่งของนั้นก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ กลิ้งไปกลิ้งมาตรงฐานที่ 7 นี้เป็นบริเวณที่โลกส่งแรงมาดึงดูดร่างกายของมนุษย์ไว้ มิฉะนั้นแล้วมนุษย์ก็จะหลุดออกไปจากโลก
ใจของเราก็เช่นเดียวกัน จุดศูนย์กลางกายเหนือสะดือ 2 นิ้วมือ ตรงกึ่งกลางตัวเป็นเสมือนจุดสมดุลของใจ จุดศูนย์ถ่วงของใจตรงนี้ เมื่อใจของเราตั้งไว้ตรงจุดนี้แล้ว จะเป็นจุดที่ได้ดุลที่สุด ไม่เอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่เอียงหน้าเอียงหลัง พอดีๆ หรืออาจเรียกจุดนี้ว่า จุดโฟกัสของใจก็ได้
ถ้าเปรียบใจของเราเหมือนแว่นขยายจุดนี้ก็คือจุดโฟกัสของแว่นขยาย เมื่อเราเอาใจไปจรดจ่อตรงจุดนี้แล้วจะเห็นสิ่งต่างๆ ไปตามความเป็นจริงได้ชัดเจนที่สุด เห็นถึงความจริงของโลกและชีวิตไปตามความจริง ถ้าถูกส่วนจริงๆ ถึงจุดถึงขนาด ก็จะส่องความจริงให้เห็น
การฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึง "ธรรมในกาย" เป็นการฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนา โดยการผสมผสานวิธีต่างๆ เข้ากันอย่างลงตัว กล่าวคือ
1. การกำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วกลมใส เป็น 1 ใน กสิณ 10 คือ อาโลกกสิณ (กสิณแสงสว่าง)
2. การกำหนดบริกรรมภาวนาว่า สัมมา อะระหัง เป็น 1 ใน อนุสสติ 10 คือ พุทธานุสติ (มีสติระลึกถึง พระพุทธเจ้า)
3. การกำหนดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ซึ่งเป็นที่สุดของลมหายใจเป็น 1 ใน อนุสติ 10 คือ (มีสติกับลมหายใจ)
การฝึกสมาธิให้ได้สมาธิ
การฝึกสมาธิให้ได้ผลดีนั้น ผู้ฝึกต้องทำให้สม่ำเสมอ เป็นประจำเสมือนการใช้ไม้ 2 อันเอามาสีกัน เพื่อทำให้เกิดไฟ ผู้ทำการสีก็ต้องพยายามสีไปเรื่อยๆ จนกว่าไฟจะติด ถ้าหากเลิกสีก็ต้องเริ่มต้นใหม่ การทำสมาธิให้ได้ผลจึงต้องทำไปเรื่อยๆ ให้มีความเพียรในการทำ
และในการทำสมาธินั้นก็ต้องทำให้ถูกวิธีการ คือให้ทำอย่างง่ายๆ สบายๆ ไม่เร่ง ไม่เพ่ง ไม่รีบ ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น อันจะเป็นเครื่องสกัดกั้นใจมิให้เกิดความอยากจนเกินไป จนถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง หลักที่สำคัญคือให้มีสติควบคู่กับความสบาย ทั้งสติและสบายนี้จะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะทำให้ใจเป็นสมาธิ
และเมื่อการปฏิบัติบังเกิดผลแล้ว ให้หมั่นตรึก ระลึกนึกถึงอยู่เสมอจนกระทั่งกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลม หายใจ หรือนึกเมื่อใดเป็นเห็นได้เมื่อนั้น แล้วผลแห่งสมาธิจะทำให้ชีวิตดำรง อยู่บนเส้นทางแห่งความสุข ความสำเร็จ และความไม่ประมาทได้ตลอดไป ทั้งยังทำให้สมาธิละเอียดอ่อน ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ได้อีกด้วย