ธรรมที่ใช้ทำลายสัญญาแห่งตัวตน และการนำไปใช้ผ่านด่านความสงบเช้าสู่ความหยุดนิ่ง
ดวงจิตนี้ (ซึ่งเป็นนามสมมุติ) กับ ขันธ์ร่างนี้ (ซึ่งเป็นรูปสมมุติ) ร่วมกัน แต่งเติมสร้าง หรือจินตนาการที่จะเป็น ตัวตนใหม่อีกตัวตนขึ้นมา (ซึ่งเป็น รูปนามสมมุติ) ด้วยกระบวนการเรียนรู้ทางธรรมชาติและจากธรรมชาติสภาพแวดล้อม และประสบการณ์เฉพาะ จากช่วงชีวิตนี้จากขันธ์นี้ ตัวตนใหม่ที่สร้างขึ้นมานี้ ตัวร์มันเองเป็นทั้งสัญญา(กล่าวคือ สมมุติเพื่อยึดถือแบบอย่าง) และ มีสัญญาของมันเองด้วย ที่เรียกว่า ปรัชญาชีวิต (กล่าวคือ สมมุติแนวคิด สมมุติแนวทางตัดสินใจ)
ในการหลุดพ้นแบบสลัดออก หรือสลัดคืนนี้ จิตจะต้องเข้าถึง สัจธรรม แห่ง สมมุติและอุปทานทั้งปวง จะเกิดอาการพลิกจิตขึ้น จะเห็นความจริงทันทีแบบพริบตา ว่าถูกหลอกและถูกมอมเมาให้หลงอยู่กับขันธ์ และ ต้องการสลัดออกทันที (คือ ดับขันธ์ ทิ้งกายนี้ทันที) ด้วยความเมตตา หรือ อโหสิกรรม เท่านั้น ที่จะรั้งขันธ์นี้ไว้ก่อน เพื่อใช้กายนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นคนดีและหาทางหลุดพ้นต่อไป)การเข้าถึงดังกล่าว จะต้องถูกหล่อหลอมปัจจัยต่างๆเสียก่อน ตั้งแต่การกำหนดรู้ กิเลส10 กระบวนการขันธ์5ในการสร้างจิตและอารมภ์ อริยะสัจ4 )เหตุและปัจจัย และไตรลักษณ์ รวมถึง บารมีวาสนาเก่า และ กัลยาณมิตร(ซึ่งจะเป็นผู้นำทาง สภาวะธรรม และธรรมมะที่เหลือเองเช่น โพธิปักขิยะติธรรม เป็นต้น) การหล่อหลอมนี้จักต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่า ปัจจักตังค์ ห้ามอ่านสิ่งใดๆนอกเหนือจากนี้เด็ดขาด ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จีงมาใช้ ณ ตรงนี้ แต่ไม่ได้ใช้ทั้งหมด หลายคนเข้าใจว่า พึ่งตัวเองทั้งหมด(โดยไม่ต้องฟังอะไรจากใครเลย) ซึ่งจะนำพามาซึ่ง มานะกิเลส และ วิปัสสนู ในที่สุด และพระพุทธเจ้าเองท่านมีกล่าวเพิ่มเติมไว้ในเรื่องนี้ก่อนพระองค์จะปะรินิพพาน เช่นกัน
ระหว่างการปฏิบัติและเรียนรู้และไล่ดับอาการทั้งทางร่างกายและทางจิตต่างๆนานา นั้น ผลของการปฏิบัติจะให้คุณวิเศษล้ำเลิสมากมายนัก ภายใต้สภาพหยุดนิ่งหรือสภาพจำศึล(แต่ไม่ใช่หลับไหล เพราะเป็นการไม่มีสติ) ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นคุณวิเศษที่มีอยู่แล้วในตัวสัตว์ทั้งหลาย (ไม่เฉพาะมนุษย์) ถ้ารู้จัก ที่จะอยู่นิ่ง ทั้งกายและใจ นานเพียงพอ นี่เองคือ น้ำอัมฤทธิ์ ที่กล่าวขานกันมานาน แม้ในนิทานที่เล่าถึง
ในการกลับคืนสู่สามัญ หรือ สภาวะปกติ หลังจากพบแก่นแห่งสัจจะธรรม แล้ว พฤติกรรมหรือจริต เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ซึ่งมีรากฐานมาจาก ราคะ โทสะ โมหะ (เทียบกับ) ศรัทธา ปัญญา นึกคิด เพื่อนำไปประยุกต์ช่วยเหลือคนดีต่อไป
นะตรงนี้ ไม่ได้พูดถึงรากฐานแห่งอกุศลธรรมอีกต่อไป ผู้คนที่จะเข้าไปช่วยเหลือ คือผู้คนที่ดำเนินอยู่หรือจะสามารถดำเนินได้ในกุศลธรรม ดังนั้น รากฐานแห่งจริต โทสะ โมหะ (เทียบกับ) ศรัทธา ปัญญา นึกคิด เหล่านี้ จะมาประกอบกันเพื่อเป็นจริตในการสร้างกุศลธรรม แต่ยังไม่ใช่วิธีการที่จะหลุดพ้นได้ เพราะยังแฝงด้วย กิเลสฝ่ายดีอยู่นั่นเอง
การได้เห็นเจ้ากรรมนายเวรนั้น มาได้ในรูปแบบต่างๆนานา เช่นกัน เช่น การระลึกชาติได้ หรือ มาเป็นภาพเป็นนิมิต หรือมาในรูปแบบความฝันที่มีกำลังของฌานกำกับอยู่ จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุย กับนักปฏิบัติที่ก้าวกระโดดหลายคน เราเชื่อว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมทุกท่านจักต้องพบเจอ ลาง เหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน เพราะเป็นคุณวิเศษอีกสิ่งหนึ่ง ที่รอการใช้ปัญญา เข้าเห็น และพิจารณาทำนิโรธ )
นิมิตบอกอนาคต นิมิตท่องเที่ยวไปตามมิติต่างๆ หรือ สวรรค์บางชั้น นรกบางชั้น สถานที่บางสถานที่ เหล่านี้อาจจะประสบได้แต่อาจไม่ใช่สำหรับทุกคน ขึ้นกับ บารมีเก่า และกำลังฌาน ที่มีอยู่)
สิ่งบางสิ่งจะไม่สามารถถูกถ่ายทอดหรือบอกกล่าวออกมา จากพระสงฆ์ได้ เพราะมีพระธรรมวินัย บังคับไว้ ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว ผู้คนที่ยังมีจริต โมหะ อยู่อาจหลงเข้าสู่ มิจฉาทิฏฐิ ที่ลึกและซับซ้อนมากกว่าเดิม)
และในที่สุด แก่นธรรมจะขมวดได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา และ หลุดพ้น (วิมุตติ) เพื่อไม่มีการก่อเกิดใหม่ อีกต่อไป เหล่านี้คือกระบวนการทำให้ จิตปราศจากกิเลส หรือ อัสสะวะ ขยะ หรือ มลทิน แล้วแต่จะเรียก (ซึ่งก่อนพระพุทธเจ้าจะปะรินิพพาน พระองค์ได้สรุปว่าสามชนิด คือ กามมะอัสสะวะ ภวาอัสสะวะ อวิชชาอัสสะวะ) เพื่อไม่ให้มีเชื้อก่อให้เกิดอีกต่อไป นี่แหละคือ แก่นของพระพุทธศาสนา










