Ampol C.

สรุปเนื้อหาพระไตรปิฏก 1
สรุปเนื้อหาพระไตรปิฏก 2
กด ctrl ค้างเพื่อเปิด tab
กรรมฐาน หลวงปู่มั่น
การทำสมาธินานาชาติ
ลมหายใจ
การทำสมาธิ
บริกรรมยุบพองรู้

พระไตรปิฏกเล่ม 17
พระไตรปิฏกเล่ม 15
เสียงอ่านพระวจนะ
เสียงอ่านพระวจนะ
พระโมคาลานะ
พระไตรปิฏก-เทียบ



กุณทาลินี 7 จักระ
พลิกจิต
สมอง
ทฤษฎีอารมภ์
คัมภีร์นรลักษณ์ะ
คัมภีร์โยกย้ายเส้นเอ๊น
บริหารนิ้วข้อมือแบบนินจา








ฌาน นำทางให้เห็น จิต
เมื่อเห็น จิต ดวงตาธรรม จึงเพียงเริ่มเปิด
เมื่อจิต และ กาย แยกจากกัน จึงเพียงเริ่มต้น แห่งสัจจธรรม
บริสุทธิ์    อิสระ    หนัก-แฝงกับผัสสะ    แทงตลอด    ทิ้ง-สิ่งยึดติด อย่างวางใจ    สติ-แห่งจิต

เมื่อจิตพลิกแล้ว จะเห็น สิ่งต่างๆเป็นแสนเป็นล้าน เป็นสมมติ พร้อมกันเพียงเสี้ยววินาที
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา    (ศรัทธา วิริยะ) สติ (สมาธิ ปัญญา)    เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา    นิโรธะคามินีปฏิปทา
ตอน 2

คำว่า อธิษฐานด้วยฌาน มีอธิบายว่า ก็พระโยคีนี้นั้นบำเพ็ญธรรมอันเป็นภูมิเป็นบาทเป็นบทและเป็นมูลแห่งฤทธิ์เหล่านี้ให้ถึงพร้อมแล้ว จึงเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาทออกแล้ว หากเธอต้องการจะนิรมิตตนเองให้เป็นคน ๑๐๐ คน ก็ต้องทำบริกรรมว่า สตํ โหมิ สตํ โหมิ เราจงเป็นคน ๑๐๐ คน เราจงเป็นคน ๑๐๐ คนเถิด แล้วเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาทอีก ออกแล้วจึงอธิษฐาน เธอพร้อมกับจิตที่อธิษฐานแล้วก็จะเป็นคน ๑๐๐ คนขึ้นมาทันที แม้จะให้เป็นคน ๑,๐๐๐ คนก็ทำตามแบบนี้แหละ ถ้าหากเมื่อเธอทำอย่างนี้แล้วไม่สำเร็จ ต้องทำบริกรรมใหม่ เข้าสมบัติซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ อีก ออกแล้วจึงอธิษฐานเถิด แต่ในอรรถกถาสังยุตนิกายกล่าวไว้ว่า จะเข้าครั้งเดียวหรือสองครั้งก็ใช้ได้ ในการอธิษฐานจิตนั้น จิตซึ่งมีฌานเป็นบาทมีนิมิตเป็นอารมณ์ จิตที่บริกรรมมีร้อยคนหรือพันคนเป็นอารมณ์ก็ได้ แต่ก็อารมณ์เหล่านั้นแลเป็นด้วยอำนาจวรรณะ มิใช่ด้วยอำนาจบัญญัติ แม้จิตอธิษฐานมีคนตั้งร้อยคนหรือตั้งพันคนเป็นอารมณ์ก็เหมือนกัน จิตนั้นดุจอัปปนาจิต ซึ่งกล่าวแล้วในก่อนเกิดดวงเดียวเท่านั้น รองจากโคตรภูญาณ นับเข้าเป็นฌานที่ ๔ ชั้นรูปาวจร ก็แม้คำใดที่ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า ตามปกติคนคนเดียวนึกให้เป็นหลายคน คือ ตั้งร้อยคน ตั้งพันคน หรือตั้งแสนคน ครั้นนึกแล้วก็อธิฐานด้วยญานว่า พหุโก โหมิ เราจงเป็นคนมากคน ดังนี้ ย่อมกลายเป็นคนมากคนได้ เหมือนอย่างท่านพระจุลปันถก ในคำนั้น คำว่า นึก ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคนั้นด้วยสามารถแห่งการบริกรรมนั่นแล คำว่า ครั้นนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยฌาน ท่านกล่าวแล้ว ด้วยอำนาจแห่งอภิญญาฌาน เพราะเหตุนั้น พระโยคีนึกให้เป็นมากคนอยู่ ต่อแต่นั้นไปจึงเข้าสมาบัติในที่สุดแห่งจิตบริกรรมเหล่านั้น ออกจากสมาบัติแล้ว จึงนึกว่า เราจงเป็นคนมากคนอีก เบื้องหน้าแต่นั้นจึงอธิษฐานด้วยอภิญญาณดวงหนึ่ง ซึ่งได้นามว่า อธิษฐาน ด้วย
วิสุทธิมรรค


อ้างอิง พระไตรปิฏก เล่ม9 หน้า307... กล่าวถึงสัญญานึงเกิดขึ้น อีกสัญญานึงดับไป อย่างต่อเนื่อง

เมื่อได้ฌาน 1 สัญญาแห่งกามราคะ (อารมภ์ที่เย้ายวน พึงหลงใหล) ดับไป --> สัญญาแห่งปิติ (อารมภ์เอิบอิ่ม สามารถแสดงออกทางกายหรือใจได้) สัญญาแห่งสุข (อารมภ์แห่งความสงัด มิใช่แบบสุขเบิกบานแบบนั้นนี่เรียกว่าปิดิ)

ในฌาน 2 สัญญาอันสุขุม ซึ่งละเอียดเป็นจริงในปิติ และ สุขอันเกิดแต่ความสงัด ย่อมดับไป ---> สัญญาอันสุขุม ในปิติสุข อันเกิดแต่สมาธิ ย่อมมีขึ้น

ในฌาน 3 สัญญาอันสุขุม ในปิติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ย่อมดับไป ---> สัญญาอันสุขุม อันเป็นจริงในอุเบกขา(วางเฉย)และสุข ย่อมมีขึ้น

ในฌาน 4 สัญญาอันสุขุม อันเป็นสัจในอุเบกขาและสุขย่อมดับไป --> สัญญาอันสุขุม อันเป็นสัจในความไม่สุขไม่ทุกข์ ย่อมมีขึ้น

ในอรูปฌาน 1 รูปสัญญาย่อมดับไป --> สัญญาอันสุขุม อันเป็นสัจในความไร้รูปเป็นอากาศธาตุ ย่อมมีขึ้น

ในอรูปฌาน 2 สัญญาอันสุขุม อันเป็นสัจ ในอารมภ์ที่มีอากาศไม่มีที่สิ้นสุด (ไร้รูป) ย่อมดับไป --> สัญญาอันสุขุม อันเป็นสัจในวิญญาณัญจายตนะ (มีวิญญานเป็นอารมภ์) ย่อมมีขึ้น

ในอรุปฌาน 3 สัญญาอันสุขุม เป็นสัจ ในวิญญาณังจายตนะ ย่อมดับไป --> สัญญาอันสุขุม อันเป็นสัจ ในอากิญจัญญาตนะ (ไม่มีอะไรเลย เป็นอารมภ์) ย่อมมีขึ้น

สัญญาแห่งตน พ้นจากสัญญานั้นๆ แล้วก็ถูกต้องสัญญาอันเลิศ(ถัดไป) โดยลำดับ เมื่อตั้งอยู่ในสัญญาเลิสแล้ว ก็คิดว่า การคิดไม่ดี ไมคิดดีกว่า เพราะเมื่อคิดปรุงแต่ง สัญญาอันเลิศก็จะดับไป สัญญาอันหยาบก็จะเกิดขึ้น เธอจึงไม่คิด ไม่ปรุงแต่ง เมื่อไม่คิดไม่ปรุงแต่ง สัญญ่าอันเลิศนั้น ก็ดับไป สัญญาหยาบอันอื่นก็ไม่เกิดขึ้น เธอจึงชื่อว่าถูกต้อง (ได้บรรลุ) นิโรธ (ความดับ)

19 10 2026
Welcome Guest
Main | Sign Up | Login
เปลี่ยน uID ให้ไปที่ ucoz.com
โดย logout ก่อน
Login form
Calendar
Entries archive
Tag Board
Search
mp3
Changing Partner

nonCopyright © 2026
Make a free website with uCoz