ปฐมภาณวาระ โพธิกถา ปฏิจจะสะหมุปะบาทมะนะสิการ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ นะ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข นะ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน และทรงมะนะสิการปฏิจจะสะหมุปะบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:
ปฏิจจะสะหมุปะบาท อนุโลม ))เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ))เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ))เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ))เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายะตะนะ ))เพราะสฬายะตะนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ))เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ))เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ))เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ))เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ))เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
ปฏิจจะสะหมุปะบาท ปฏิโลม
อนึ่ง ))เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ ))เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ))เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ))เพราะนามรูปดับ สฬายะตะนะจึงดับ ))เพราะสฬายะตะนะดับ ผัสสะจึงดับ ))เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ))เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ))เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ))เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ))เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-
พุทธอุทานคาถาที่ ๑
เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวง ของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป ))เพราะมารู้ธรรม พร้อมทั้งเหตุ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมะนะสิการปฏิจจะสะหมุปะบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:-
ปฏิจจะสะหมุปะบาท อนุโลม
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ))เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ))เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ))เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายะตะนะ ))เพราะสฬายะตะนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ))เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ))เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ))เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ))เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ))เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
ปฏิจจะสะหมุปะบาท ปฏิโลม
อนึ่ง ))เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ ))เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ))เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ))เพราะนามรูปดับ สฬายะตะนะจึงดับ ))เพราะสฬายะตะนะดับ ผัสสะจึงดับ ))เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ))เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ))เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ))เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ))เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-
พุทธอุทานคาถาที่ ๒
เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวง ของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป ))เพราะได้รู้ความ สิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมะนะสิการปฏิจจะสะหมุปะบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ว่าดังนี้:-
ปฏิจจะสะหมุปะบาท อนุโลม
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ))เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ))เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ))เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายะตะนะ ))เพราะสฬายะตะนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ))เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ))เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ))เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ))เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ))เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
ปฏิจจะสะหมุปะบาท ปฏิโลม
อนึ่ง ))เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ ))เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ))เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ))เพราะนามรูปดับ สฬายะตะนะจึงดับ ))เพราะสฬายะตะนะดับ ผัสสะจึงดับ ))เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ))เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ))เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ))เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ))เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-
พุทธอุทานคาถาที่ ๓ เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมาร และเสร์นาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ทำอากาศให้สว่างฉันนั้น.
ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้ ราชายะตะนะ เข้าไปยังต้นไม้อะชะปาลนิโครธ.
ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ ควงไม้อะชะปาลนิโครธ นั้น และพระองค์เสด็จไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ได้มีพระปะริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า
ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่งลงสู่ความตรึก ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง
ส่วนหมู่สัตว์นี้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัย ฐานะคือความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารเป็นต้นนี้ เป็นสภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นนี้
อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัย เห็นได้ยากแม้ฐานะคือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด
เป็นที่ดับสนิท หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้นี้ ก็แสนยากที่จะเห็นได้ ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม สัตว์เหล่าอื่นก็จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา
ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา.
))
บัดนี้ เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยาก เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะ ครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย
สัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้ว ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์ ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแส คือนิพพาน.
))
เมื่อตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธะจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยก็มี ที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุมากก็มี ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี
ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี ที่มีปกติเห็นปอระโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี.
มีอุปมาเหมือนดอกอุบลในกออุบล ดอกปะทุมในกอปะทุม หรือดอกบุณฑะริกในกอบุณฑะริก ที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ งอกงามแล้วในน้ำ บางพวกยังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้
บางพวกตั้งอยู่เสมอน้ำ บางพวกตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว.
พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธะจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวก มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน
บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกสอนให้รู้ได้ง่าย บางพวกสอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปกติเห็นปอระโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ฉันนั้นเหมือนกัน
ครั้นแล้วได้ตรัสคาถาตอบเท้าสหัมบดีพรหมว่า ดังนี้:-
เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว สัตว์เหล่าใดจะฟัง จงปล่อยศรัทธามาเถิด ดูกรพรหม เพราะเรา มีความสำคัญในความลำบาก จึงไม่แสดงธรรมที่เราคล่องแคล่ว ประณีต ในหมู่มนุษย์.
ธัมมจักกัปปะวัตตะนะสูตร
ปฐมเทศนา
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามะสุข คือสิ่งยั่วยวน เพลิดเพลินจนคิดเป็นสุข อันเกินจำเป็น
เป็นธรรมอันทรามซึ่งเต็มไปด้วยความมัวหมอง ด้วยเป็นปุถุชนเป็นเหตุให้ตั้งอาณาบริเวณซึ่งแวดล้อมด้วยหมู่คนสังคม ก่อให้เกิดความเป็นไปต่างๆนานา เต็มไปด้วยวุ่นวายสับสน
ตามสภาวะแบบคนทั่วไป อันเป็น ปรปักษ์ต่อความสงบระงับ สลัดคืน และ ไม่ใช่ธรรมของผู้มีจิตอันเจริญแล้วซึ่งความประเสริฐเจิดจรัส เปล่าประโยชน์
การประกอบตนแบบโถมจนสุด ให้เหน็ดเหนื่อย ให้ลำบาก จนเกินวิสัยมากเกินไป อันไม่ใช่ธรรมของผู้มีจิตอันเจริญแล้วซึ่งความประเสริฐเจิดจรัส ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ดูกรท่านทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นเราได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำจักษุให้เกิด ทำญาณให้เกิด ทำความสงบให้เกิด ทำความรู้ซึ้งในจิตให้เกิด ทำความรู้แตกฉานดุจดั่งต้นโพธิ์ที่มีกิ่งก้านแตกแขนงมากมายให้เกิด ทำนิพพานแห่งการสิ้นสุดการก่อเกิดทั้งปวงให้จบสิ้น
ดูกรท่านทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่เราได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำจักษุให้เกิด ทำญาณให้เกิด ทำความสงบให้เกิด ทำความรู้ซึ้งในจิตให้เกิด ทำความรู้แตกฉานดุจดั่งต้นโพธิ์ที่มีกิ่งก้านแตกแขนงมากมายให้เกิด ทำนิพพานแห่งการสิ้นสุดการก่อเกิดทั้งปวงให้จบสิ้น เป็นไฉน?
ปฏิปทาสายกลางนั้น อันเป็นเส้นทางของผู้มีจิตอันเจริญแล้วซึ่งความประเสริฐ มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ ความคิดเห็นแห่งธรรมดี ดำเนินจุดประสงค์แห่งธรรมดี เจรจาดี งานแห่งธรรมดี เลี้ยงชีวิตเพื่อธรรมดี พยายามดี สติดี สมาธิดี
ดูกรท่านทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่เราได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำจักษุให้เกิด ทำญาณให้เกิด ทำความสงบให้เกิด ทำความรู้ซึ้งในจิตให้เกิด ทำความรู้แตกฉานดุจดั่งต้นโพธิ์ที่มีกิ่งก้านแตกแขนงมากมายให้เกิด ทำนิพพานแห่งการสิ้นสุดการก่อเกิดทั้งปวงให้จบสิ้น
ดูกรท่านทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขะอะริยะสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์
ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์๕ เป็นทุกข์
ดูกรท่านทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขะสะหมุทัยอะริยะสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
ด้วยความกำหนัดอันมัวหมองด้วยหลงในอำนาจแห่งความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆโดยขาดสติยับยั้ง ได้แก่ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา .
ดูกรท่านทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขะนิโรธอะริยะสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ วิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน .
ดูกรท่านทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขะนิโรธะคามินีปฏิปทาอะริยะสัจ ประกอบด้วยเส้นทางของผู้มีจิตอันเจริญแล้วซึ่งความประเสริฐ มีองค์ ๘ ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสมาธิ
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขะอะริยะสัจ .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะอะริยะสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้ .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะอะริยะสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขะสะหมุทัยอะริยะสัจ
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะสะหมุทัยอะริยะสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะสะหมุทัยอะริยะสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขะนิโรธอะริยะสัจ .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะนิโรธอะริยะสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะนิโรธอะริยะสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขะนิโรธะคามินีปฏิปทาอะริยะสัจ .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะนิโรธะคามินีปฏิปทาอะริยะสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ .
ดูกรท่านทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขะนิโรธะคามินีปฏิปทาอะริยะสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว .
ญาณทัสสนะ มีรอบ๓ มีอาการ ๒
ดูกรท่านทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอะริยะสัจ๔ นี้ มีรอบ๓ มีอาการ ๒อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด
ดูกรท่านทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ หยั่งรู้ซึ้งด้วยจิตอย่างแตกฉาน อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสะมะณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น .
ดูกรท่านทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอะริยะสัจ๔ นี้ มีรอบ๓ มีอาการ๒อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว
ดูกรท่านทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ หยั่งรู้ซึ้งด้วยจิตอย่างแตกฉาน อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสะมะณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ .
อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป .
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากะระณะภาษิตนี้อยู่ จักษุเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา .
ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมะเทวดาได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม
พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว นะ ป่าอิสิปะตะนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสะมะณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้ .
เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมะเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป .
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป .
เทวดาชั้นยามา เทวดาชั้นดุสิต เทวดาชั้นนิมมานรดี เทวดาชั้นปะระนิมมิตะวะสะวะดี
เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปะระนิมมิตะวะสะวะดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม
พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว นะ ป่าอิสิปะตะนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสะมะณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้ .
ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล .
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแจ่มแจ้งอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย .
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ
เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้ .
ทรงแสดงอะนัตตะลักขะณะสูตร
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกับเหล่าปัญจวัคคีย์ว่า
ดูก่อนท่านทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูก่อนท่าน ทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
เวทะนาเป็นอนัตตา ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถ้าเวทะนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทะนานี้ไม่พึง เป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลพึงได้ในเวทะนาว่า เวทะนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทะนาของ เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ก็เพราะเวทะนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทะนาจึง เป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทะนาว่า เวทะนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทะนา ของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
สัญญาเป็นอนัตตา ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึง เป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไป เพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ เราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ก็เพราะสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลย่อมไม่ได้ ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้ เป็นอย่างนั้นเลย.
วิญญาณเป็นอนัตตา ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้ ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ขัดข้อง ไม่สมบูรณ์
และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามความเห็นของเหล่าปัญจวัคคีย์ ดังนี้
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ไม่เที่ยง .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า เป็นทุกข์ .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ข้อนั้น ไม่ควรเลย .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า เวทะนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ไม่เที่ยง .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า เป็นทุกข์ .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ข้อนั้นไม่ควรเลย .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ไม่เที่ยง .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า เป็นทุกข์ .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ข้อนั้นไม่ควรเลย .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ไม่เที่ยง .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า เป็นทุกข์ .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ข้อนั้นไม่ควรเลย .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ไม่เที่ยง .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า เป็นทุกข์ .
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
เหล่าปัญจวัคคีย์ตอบว่า ข้อนั้นไม่ควรเลย .
ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
รูปอย่างใด อย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
ภายใน หรือภายนอก หยาบ หรือละเอียด ทราม หรือประณีต ไกล หรือใกล้
ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
เวทะนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทะนา เธอทั้งหลาย พึงเห็นเวทะนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบ หรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทะนา เธอทั้งหลายพึง เห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น ไม่ใช่ตนของเรา.
สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร เธอทั้งหลาย พึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ เธอทั้งหลาย พึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย อริยะสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทะนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัดแรงปราดถะหนา เพราะสิ้นกำหนัดแรงปราดถะหนา จิตก็เป็นอิสระ เมื่อจิตเป็นอิสระแล้ว ก็รู้ว่าเป็นอิสระแล้ว แยกพ้นออกไปแล้ว
อริยะสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว เหล่าปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของผู้มีพระภาค.
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากะระณะภาษิตนี้อยู่ จิตของเหล่าปัญจวัคคีย์ พ้นแล้วจากอาสะวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นยึดมั่น ดับแล้วซึ่งอุปะทาน.
อะนัตตะลักขะณะสูตร จบ










