การฝึกลมปราณในระดับพื้นฐาน

ใครที่ชอบอ่านหนังสือหรือดูหนังประเภทนิยายกำลังภายใน บางคนคงคิดว่าเป็นเรื่องโม้ แต่บางคนคงเชื่อว่า "ศาสตร์เร้นลับเช่นนี้ต้องมีจริงแน่ๆ" เมื่อก่อน ตนเองพยายามเสาะแสวงหาตำราประเภทนี้เป็นภาษาไทย กลับหาไม่พบ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นคนจีนในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเก็บวิชาพวกนี้เอาไว้เป็นความลับ แต่โชคเข้าข้างตัวเอง นั่นก็คือ ชาวจีนและญี่ปุ่นโพ้นทะเล มีแนวคิดที่ว่า ศาสตร์เร้นลับประเภทนี้ เมื่อสมัยก่อนต้องปิดบัง เนื่องจากผู้ที่ได้ความรู้ไป สามารถกลายเป็นเจ้ายุทธจักร์ได้ และหากเป็นผู้ไร้คุณธรรมแล้วด้วยละก็ จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นได้เป็นอย่างมาก แต่ในช่วงหลังๆนี้ชาวจีนและญี่ปุ่นเหล่านั้น ต่างก็ตระหนักดีว่า "วรยุทธ์โบราณ ไม่สามารถต้านทานอาวุธปืนหรืออาวุธที่ร้ายแรงสมัยใหม่อย่างอื่นได้" ดังนั้นพวกเขาจึง นำศาสตร์โบราณเหล่านี้ออกมาเผยแพร่โดยการเปิดสำนักสอน หรือเขียนตำราไว้เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งบ่อยครั้งที่ความรู้ในเรื่องศาสตร์เหล่านี้ สามารถนำมาใช้รักษาโรคได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ อีกทั้งยังนำมาใช้ปรับปรุงสุขภาพ และคงไว้ซึ่งความอ่อนวัยได้เช่นกัน
หลักการสำคัญในการฝึกลมปราณ (สาระสำคัญของวิชา) พอที่จะสรุปได้ 4 ประการคือ
1. ตั้งสมาธิอยู่ที่จุด dantian (ภาษาจีนกลาง) หรือ tanden (ภาษาญึ่ปุ่น)
2. ส่ง qi (ภาษาจีนกลาง) หรือ ki (ภาษาญี่ปุ่น) (พลังลมปราณ) ให้แพร่กระจายออกไปไกลสุดสายตา และครอบคลุมจักรวาล
3. ผ่อนคลาย (ร่างกายและจิตใจ) ให้มากที่สุด
4. ทำให้น้ำหนักตัวที่ทุกจุด ให้ใฝ่หาที่ต่ำ
ก่อนที่จะเขียนต่อไป ก็ขอให้นิยามศัพท์บางคำก่อน
qi คืออะไร
คนจีนเรียกพลังชีวิตว่า ?ชี่? จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า ?ขี่? ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า ?ปราณ? (prana) ส่วนคนญี่ปุ่นเรียกพลังชีวิตว่า ? กิ? (ki) และในภาษากรีกเรียกว่า ? นูมา? (pneuma)
qi หรือลมปราณมีความละเอียดดุจใยไหม มีสภาพคล้ายของเหลว, ของไหลแก๊ส และมีคุณสมบัติในเชิงไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ศาสตร์การแทงเข็ม (acupuncture) เป็นการปรับเปลี่ยนดุลยภาพของ qi ในอวัยวะต่างๆ จึงรักษาโรคได้ โดยอาศัย The Law of the Five Elements (หลักการแห่งธาตุทั้ง 5) ใน Daoism (Taoism หรือลัทธิเต๋า)
พลังชี่ทั้ง ๓
ในคัมภีร์อี้จิงเก่าแก่ของจีน กล่าวว่าคนเราสัมพันธ์กับชี่ 3 ประเภท หรือ พลังทั้ง 3 คือ พลังชี่ของฟ้าหรือสวรรค์ พลังชี่ของดินหรือของโลก และพลังชี่ของมนุษย์
1. พลังชี่ของฟ้าหรือชี่สวรรค์ คือพลังธรรมชาติที่อยู่บนท้องฟ้าและในจักรวาล เช่น พลังจากดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดจากดวงจันทร์และดวงดาว พลังงานที่เกิดจากลม พายุ สายฝน ก้อนเมฆ และอากาศทั้งหมด
2. พลังชี่ของดินหรือชี่ของโลก คือ พลังธรรมชาติที่อยู่บนโลก ทั้งบนดินและใต้ดิน ก้อนหิน ดินทราย สายน้ำ แร่ธาตุ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ
3. พลังชี่ของมนุษย์ ความจริงชี่ของคน ก็จัดเป็นชี่ของโลกด้วยเช่นเดียวกับชี่ของสัตว์และต้นไม้ แต่เพราะมนุษย์แต่ไหนแต่ไรมา เห็นว่าตนเองแตกต่างจากสัตว์และพืช

จึงแยกตัวเองออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะอย่างที่พิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และเพื่อสามารถศึกษาค้นคว้าให้เกิดชุดความรู้ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการบำบัดรักษาตัวเองด้วย
ชี่ก็คือชีวิต พลังชี่ก็คือพลังแห่งชีวิต ชี่คือสิ่งมีอยู่แล้วในร่างกายของเรา ต่อไปจะเรียกชี่ว่าปราณนะครับ
ตั้งแต่เกิดเมื่อมีพลังปราณจึงมีชีวิต เมื่อสิ้นชีวิตพลังปราณก็จะหายไป
เราจะแบ่งปราณในตัวเราออกเป็น3ชนิดด้วยกันคือ
เว่ยชี่ - หมายถึงปราณที่แล่นอยู่นอกเส้นชีพจรหรือเส้นเลือดทำหน้าที่ในการบำรุงเลี้ยงร่างกายให้เกิดความอบอุ่นรักษาอุณหภูมิของร่างกาย ป้องกันไม่ให้ถูกปัจจัยภายนอกเข้ามาจู่โจมร่างกายเรา
อิ๋งชี่ - หมายถึงปราณที่แล่นอยู่ในเส้นชีพจรหรือเส้นเลือด ซึ่งก็คือระบบการไหลเวียนของเลือดนั่นเอง
จั้นฝู่จือชี่ - หมายถึงพลังปราณที่อยู่ในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้อวัยวะนั้นๆทำงานได้
ปราณเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ตามหลักวิชาการแพทย์จีนอธิบายว่าปราณในร่างกายเราเกิดขึ้นได้จาก ปัจจัยพื้นฐาน2อย่างด้วยกัน คือ
1. การทำงานของอวัยวะแต่ละส่วน(อวัยวะผิดปรกติ ปราณส่วนนั้นก็บกพร่อง)
2. สารจำเป็นต่อร่างกายของเรา เช่นอาหาร น้ำ อากาศ หรือการพักผ่อนที่เพียงพอ อวัยวะใดบกพร่อง ปราณส่วนนั้นก็จะบกพร่องหากพลังปราณของอวัยวะลดลงจนถึงที่สุดเราก็จะป่วยตาย หากกินไม่พอนอนไม่พอพักผ่อนไม่พอ ปราณก็จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ หากถึงขีดสุดก็จะถึงแก่ความตายเช่นกั
"dantian" อ่านว่า "ตันเถียน" แปลว่า "ทุ่งนาที่เพาะปลูกยาอายุวัฒนะ" จุด dantian จะอยู่ประมาณ 1.3 (หนึ่งจุดสามนิ้ว) ใต้สะดือ (อาจารย์บางท่านก็ว่าอยู่ต่ำกว่านี้หรือสูงกว่านี้ จนสูงไปอยู่ระดับเดียวกับสะดือก็ว่าได้) แต่จากประสบการณ์ของตนเอง มันคือจุด center of gravity หรือจุด CG ในร่างกายคนเรานั้นเอง มันจะอยู่สูงอยู่ต่ำแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางสรีระของแต่ละคน ดังนั้นวิธีหารจุด dantian ก็คือ ให้คิดว่า I am the center of the universe (ข้าพเจ้าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล) และคิดว่า gravity (แรงโน้มถ่วงของโลก) กระทำต่อ จุดที่อยู่ตรงกลางของร่างกายตนเอง ท่านก็จะหาจุด dantian ได้เจอในที่สุด
พูดง่ายๆคือ ตันเถียน คือจุดที่มีปริมาณชี่สะสมมากกว่าจุดอื่นๆ ในร่างกายมีด้วยกันทั้งหมด 3สามจุดคือ

ตันเถียนบน อยู่ในศรีษะบริเวณหน้าผากเหนือหว่างคิ้ว
ตันเถียนกลางอยู่บริเวณหัวใจ และ
ตันเถียนล่าง อยู่ในท้องน้อย อยู่ต่ำกว่าสะดือ 3 นิ้วมือ บางครั้งจึงเจอ 2นิ้วบ้าง 3นิ้วบ้าง คาดว่าอันนึงเป็นนิ้วไม้บรรทัด อีกอันนึงเป็นนิ้วมือ เคยได้ยินมาว่าจริงๆแล้วในทาง
การแพทย์จีนหมายถึง 3 นิ้วมือผู้ป่วยเป็นตัววัด
ตันเถียนทั้งสามจุดเก็บพลังชี่ไว้ได้มากก็จริง แต่สองในสามแห่งไวต่อการเสียสมดุลย์มาก เช่น ถ้าตันเถียนบนไม่สมดุลย์จะทำให้เราสับสนหรือไม่ก็ปวดหัว ตันเถียนกลางเสียสมดุลย์ก็ทำให้เรามีปัญหาที่บริเวณทรวงอกและหัวใจได้เช่นกัน
ดังนั้น จุดที่ฝึกเก็บปราณในชี่กง คือตันเถียนล่างเท่านั้น และถ้าพบในหนังสือทั่วไปว่าตันเถียน โดยไม่ระบุตำแหน่ง ให้เข้าใจว่าเป็นตันเถียนล่างเสมอ
การคั่งค้างของปราณ ไหรือ ฝึกปราณอย่างอื่นก็มีโอกาสคั่งค้างได้ ถ้าไม่มีการเก็บปราณในร่างกายให้ถูกต้องหลังฝึก
ตันเถียนสูงหรือตันเถียนบน = ซ้าง ตันเถียน
ตันเถียนกลาง = จง ตันเถียน
ตันเถียนล่าง = เสี้ย (เซี้ย) ตันเถียน
จุดกลางกระหม่อม = ไป่หุ้ย (จีนกลาง - ไป่ - 100) (แปะหวย = แต้จิ๋ว)
จุดตรงบริเวณเอวด้านหลังตำแหน่งตรงกับตันเถียนเรียกว่า มิ่งเหมิน (จุดทวารชีวิต....มิ่ง = ชีวิต, เหมิน = ประตูหรือทวาร) (แต้จิ๋วเรียก เหมี่ยมึ้ง)
จุดใต้ฝ่าเท้า = หย่งฉวน หรือย่งจั๊ว ในเสียงแต้จิ๋ว
จุดกลางฝ่ามือ = เล้ากง หรือ เหลากง
ตันเถียนของจีนหมายถึงจุดเก็บพลัง
จุดที่เก็บได้ดีที่สุด จะเป็นตันเถียนล่าง กลาง และบน ตามลำดับ
แต่จุดที่อยู่กลางงศีรษะ เป็นจุดที่เกี่ยวข้องกับตาที่สาม
เป็นจุดที่ใช้ควบคุมพลัง (ไม่ใช่จุดเก็บพลัง)
ถ้าหากฝึกใช้จุดนี้เก็บพลัง(กลางศีรษะเก็บพลัง) ละก็
โรคภัย(ปวดหัว)แปลกๆ จะมาเยือนคุณแน่นอน
ตามหลักวิชายุทธแบ่งแยกร่างกายเป็น3ส่วน คือ จิง - ชี่ - เสิน สัมพันธ์กับตันเถียนทั้ง 3จุด คือตันเถียน บน-กลาง-ล่าง
1. ตันเถียนบน สัมพันธ์กับเสิน หรือญาณหยั่งรู้ ก็คือระบบสมอง หรือจิตนึกคิดของเรา สังเกตว่าคนเราเวลาคิด หว่างคิ้วมักจะขมวด คนโบราณจับจุดนี้มาอธิบายว่าหว่างคิ้วคือจุดแห่งจิต หรือ ความนึกคิด ส่วนนี้สำคัญสุด หัวขาดก็ตาย สมองกระเทือนก็ตาย อย่างเบาก็คือพิการเสียสติ เสียระบบ จิตใจนึกคิดไป
2. ตันเถียนกลาง อยู่หน้าอก เป็นที่อยู่ของอวัยวะภายในที่สำคัญต่างๆ เช่นหัวใจ ม้าม ตับ ปอด กระเพาะ สัมพันธ์กับชี่ หรือพลังชีวิต เพราะร่างกายส่วนตันเถียนกลางนี้เองที่ทำหน้าที่ผลิตชี่หรือพลังชีวิต ถ้าอยู่ๆหัวใจขาด ปอดขาดไปก็เป็นอันว่าตายแน่นอน เพราะระบบผลิตชีวิตในร่างกายเรามันไม่ครบวงจรแล้ว
3. ตันเถียนล่าง อยู่ที่ท้องน้อยต่ำกว่าสะดือ3นิ้วมือ คืออวัยวะที่เกี่ยวเนื่องกับระบบฮอโมน และสารบำรุงต่างๆ ที่เรียกว่า จิง สำหรับบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกาย เช่นไต หรือระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น ตันเถียนส่วนนี้ถือว่าสำคัญ น้อยที่สุด ดังจะเห็นว่า คนเราใตหายไปซักข้าง ถูกตอนระบบสืบพันธ์ก็ยังพออยู่ไปได้ แต่ความสมดุลย์ของร่างกายก็จะเสียไปทันทีเช่นกัน
จิง ชี่ เสิน 3 สิ่งนี้เกี่ยวข้องเป็นวงจรต่อเนื่องกัน หากอันหนึ่งอันใดผิดพลาดล้มเหลวก็จะส่งผลไปยังที่อื่นด้วย (เช่นเมื่อป่วยใข้ หรือเหนื่อยอ่อน ระบบจิตใจก็จะผิดปรกติตามไปด้วย)
ตามหลักวิชายุทธกล่าวเป็นสูตรตายตัวเสมอว่า ฝึกจิงสร้างชี่ เปลี่ยนชี่เป็นเสิน
ก็คือการอธิบายกระบวนการทำงานของการออกกำลังกายนี่เอง สังเกตว่าปราณอยู่กับตันเถียนล่างเป็นอันดับแรกๆ เมื่อบริหารตันเถียนล่างก็จะได้สิ่งที่เรียกว่าจิงหรือสารบำรุงร่างกายต่างๆที่ร่างกายผลิตขึ้น เมื่อมีจิงๆจึงถูกส่งไปตันเถียนกลางเพื่อบำรุงระบบผลิตชี่ในตัว
เมื่อพลังชีวิตสมบูรณ์ดี ระบบจิตใจ(เสิน)ก็แจ่มใจ โปรดโปร่งเกิดปัญญา เกิดพลังสร้างสรรค์ เกิดญาณหยั่งรู้ แล้วผลอันนี้ก็จะส่งผลไปยังตันเถียนล่างเพื่อสนับสนุนการผลิตจิงอีก เป็นวงจรอย่างนี้ที่เขา
เรียกว่าวงจรสวรรค์น้อย(Mircrocosmic Orbit) วนต่อเนื่องกันไปไม่รู้จบ ดังนั้นโดยพื้นฐานการฝึกชี่กงก็คือการฝึกเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายในส่วนตันเถียนล่างผลิตสารที่เรียกว่าจิงเพื่อเริ่มวงจรบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกายนั่นเอง
หลักการสำคัญ 4 ประการนั้น หากใครปฏิบัติประการใดได้ เขาผู้นั้นก็จะปฏิบัติทุกข้อที่เหลือได้หมดพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใครปฏิบัติข้อ 3. ได้คือผ่อนคลายกล้ามเนื้อและทำใจให้สบาย (โดยการโปรยรอยยิ้มไปที่ที่อวัยวะภายใน = the inner smile และโปรยรอยยิ้มไปทั่วจักรวาล) เขาผู้นั้นก็จะหาจุด dantian ได้พบ (ปฎิบัติตามกฎข้อ 1. ได้สำเร็จด้วย) และจะส่ง qi ไปคลุมจักรวาลได้สำเร็จ (ปฏิบัติตามกฎข้อ 2.ได้สำเร็จด้วย) และจะมีน้ำหนักตัวใฝ่หาที่ต่ำ (ปฏิบัติตามกฎข้อ 4.ได้สำเร็จด้วย) ซึ่งทำให้มีการทรงตัวที่ดี (จำเป็นต้องใช้ในวิชาวรยุทธ์)
ส่วนเรื่องการ "ไฝ่หาที่ต่ำ" รวมทั้งเรื่อง "non-action action = การกระทำโดยไม่กระทำ" หรือ "govern without governing = การปกครองโดยไม่ปกครอง" หรือ "govern without oppression or tyranny = ปกครองโดยไม่กดขี่หรือโดยไม่เป็นผู้เผด็จการ" ที่หลายคนอ่านพบในคัมภีร์ Dao De Jing (Tao Teh King) ซึ่งเขียนโดยปรมาจารย์ Laotzu (เล่าจื้อ) นั้น เมื่อหลายปีก่อน ข้าพเจ้าได้ตีความว่า แท้จริงแล้ว เล่าจื้อไม่ได้เขียนเรื่องจริยธรรมหรือเรื่องรัฐศาสตร์แต่อย่างใด้เลย แต่ทว่าเล่าจื้อเขียนเรื่องQi Gong (วิชากำลังภายใน) และเรื่อง Daoist's Alchemy (วิชาเล่นแร่แปรธาตุของนักพรตเต๋า) โดยการเขียนเป็น code (รหัส) เพื่อหลอกให้บัณฑิตทั้งโลก ทั้งในยุคนั้นและยุคต่อๆไป "ตีความผิด" วิชาที่สวรรค์ประธานมาจีงจะได้ตกอยู่แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับ (โดยบัญชาของสวรรค์) แต่เพียงเท่านั้น
หลักการคือ "สงวนน้ำอสุจิ (jing) ไว้ เพื่อนำไปผสานกับลมปราณ (qi) และวิญญาณ (shen) เพื่อนำไปสู่ความเป็นเซียน" ( จิง - ชี่ - เสิน)
เราฝึกงดหลั่ง เพื่อเก็บพลังหยาง เก็บอสุจิไว้ (jing) เป็นพลังงานของเรา
แต่เราจะนำพลังงานนั้นมาใช้ไม่ได้ เราจึงต้องฝึกเดินลมปราณ (qi)
เพื่อนำอสุจิแปลงเป็นพลังปราณ แล้วโคจรไปทั่วร่าง หรือเรียกว่า การโคจรลมปราณรอบ Microcosmic Orbit
http://www.kheper.ne...smic_orbit.html
ส่วนการนั่งสมาธิคือการฝึกวิญญาณ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณ
เมื่อมีสามสิ่งนี้ครบ คือ
การสงวนน้ำอสุจิ (jing) ไว้ เพื่อนำไปผสานกับลมปราณ (qi) และวิญญาณ (shen) เพื่อนำไปสู่ความเป็นเซียน
นี้หลักการของเต๋า ครับ
ชีวิตที่เป็นอมตะรอเราอยู่
ในขณะที่ชาวยุโรปศึกษา Alchemy (วิชาเล่นแร่แปรธาตุ) เพื่อเปลี่ยนโลหะชั้นเลวให้เป็นทอง แต่ในขณะเดียวกันชาวจีนและชาวอินเดียก็ศึกษา Alchemy เพื่อเปลี่ยนพลังทางเพศให้เป็นยาอายุวัฒนะ ซี่งต้องอาศัย biological transmutation (ขบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพที่ผ่าเหล่าผ่ากอ ) จนประสบความสำเร็จในเรื่อง sublimation (การเปลี่ยนพลังทางเพศให้กลายเป็นพลังในระดับที่สูงกว่า). คือถ้าใครไปถึงระดับนั้นได้แล้วละก้อ คือไปถึงระดับ "ความเป็นเซียน"
การ ฝึก Qi Gong ที่ถูกหลัก จะช่วยให้ผู้ฝึกมีสุขภาพที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง และมี stamina (ความอึด) สูง ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย จะทำการเปรียบเทียบระหว่างสภาพร่างกายและจิตใจที่ป่วยหรือไร้พลังกับ สภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
คนที่หัวร้อน ผ่าว เท้าเย็นเฉียบ เมื่อออกแรงทำอะไรก้อเหนื่อยง่าย เมื่อพบสถานการณ์ที่ยากลำบากก็จะเกิดอาการกังวลกินไม่ได้นอนไม่หลับ และเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ที่คับขัน ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า panic attack คือตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก มือไม้สั่น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะจะโคน หายใจสั้นๆและหอบ บางทีอาจช๊อกถึงกับหัวใจวายตายไปเลยก้อได้. ....ผู้ที่มีอาการเช่นนี้ เราถือว่าป่วยทั้งกายและใจ .....
ดังนั้น ในการฝึก Qi Gong เราจะ reverse these conditions (ทำให้สภาพร่างกายกลับเป็นตรงกันข้าม) หลักการที่สำคัญก็คือ เราจะทำให้ หัวเย็น เท้าอุ่น หายใจช้าลง หัวใจเต้นช้าลง และจิตสงบถึงขั้นไม่เกรงกลัวต่อความเจ็บป่วยหรือความยากลำบากทั้งปวง ......และทำให้มีสภาพจิตใจซึ่งถือว่า สภาพที่เป็นอยู่ ถึงแม้จะเป็นความเจ็บป่วย หรือสภาพการณ์ที่เลวร้าย แต่มันก็เป็นเพียงแค่ "คำเตือนจากสวรรค์เท่านั้น ว่า You are not in perfect harmony with the universal force = ท่านไม่ผสมผสานกลมกลืนกับพลังของจักรวาล"
ในการ ที่จะ reverse these conditions ได้นั้น เราต้องรู้วิธี "กำหนดลมปราณ" สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง การกำหนดลมปราณ ก็คือการทำจิตให้สงบ เพื่อให้อวัยวะต่างๆทำงานตามธรรมชาติ ซึ่งในที่สุด กลไกโดยธรรมชาติของมัน ก็จะรักษาโรคภัยใข้เจ็บทั้งปวงได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยยาแต่อย่างใด ...แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ Qi Gong เพื่อฝึกวรยุทธ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ถึงแม้ท่านจะรู้เพลงยุทธ์มากมายก่ายกอง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือว่า panic attack (อันเนื่องมาจากความกลัว) จะเข้าครอบงำท่าน จนท่านไม่สามารถสำแดงเพลงยุทธ์เหล่านั้นออกมาได้ จนกระทั่งต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด ....!!!!! ดังนั้น สิ่งแรกที่ผู้ฝึกเพลงยุทธ์ควรเรียนรู้ก็คือการกำหนดลมปราณเพื่อให้สลายอาการ panic attack
ในการฝึกท่านจะใช้ท่านั่งสมาธิ, นั่งเก้าอี้ธรรมดา, ยืน, นั่ง, นอน, เดิน ได้ทั้งนั้น
วิธี หายใจก็คือสูดลมหายใจเข้าด้วยความเร็วปกติ แล้วส่งลมปราณไปรวมไว้ที่จุด dantian แล้วกลั้นลมหายใจไว้ที่นั่นให้มันทวีคูณกันให้มี mass (มวล) ที่สะสมกันแน่นเหมือนกับ black hole ในจักรวาล แล้วค่อยๆหายใจออกให้ช้าที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ โดยจินตนาการว่า หากมีใยไหมมาแขวนเป็นแนวดิ่งอยู่หน้าจงอยจมูก ใยไหมนั้นก็จะไม่กระดิก (เนื่องจากท่านหายใจออกช้ามาก) ......
ในขณะที่ท่านหายใจเข้าออกในลักษณะเช่นที่ว่าต้อง ท่านต้องตรวจสอบว่า ท่านปฎิบัติตามหลัก 4 ประการที่ให้ไว้ข้างบนนั่นก็คือ
1. ตั้งสมาธิอยู่ที่จุด dantian (ภาษาจีนกลาง) หรือ tanden (ภาษาญึ่ปุ่น)
2. ส่ง qi (ภาษาจีนกลาง) หรือ ki (ภาษาญี่ปุ่น) (พลังลมปราณ) ให้แพร่กระจายออกไปไกลสุดสายตา และครอบคลุมจักรวาล
3. ผ่อนคลาย (ร่างกายและจิตใจ) ให้มากที่สุด
4. ทำให้น้ำหนักตัวที่ทุกจุด ให้ใฝ่หาที่ต่ำ
แต่ เพียงแต่ปฏิบัติตามข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อใด้สำเร็จ ก็เท่ากับปฏิบัติอีก 3 ข้อได้สำเร็จในเวลาเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น
การ กำหนดลมปราณแบบง่ายๆนี้ จะทำให้หัวท่านเย็น, เท้าอุ่น และหัวใจเต้นช้าลง ซึ่งเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากในการเล่นกีฬาหรือต้องใช้แรงทำอะไรหนักๆเช่นในการต่อสู้ ท่านจะไม่หายใจหอบ
นี่คือสาระสำคัญของวิชา Qi Gong ในระดับพื้นฐานที่ง่ายที่สุด .....แต่มันมีส่วนปลีกย่อยอื่นๆ (เช่นวิธีตรวจสอบว่าร่างกายผ่อนคลายจริงๆทิศทางการส่งเลือดให้ไปโคจรในส่วน ต่างๆของร่างกาย, ฯลฯ) ที่จะต้องกล่าวถึงในตอนต่อไป .....ผู้ใดก็ตามที่ฝึกในระดับพื้นฐานนี้ได้สำเร็จจะสลายอาการ panic attack ได้ สำหรับ applications (การใช้งาน) อื่นๆซึ่งไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ ศาสตร์นี้สามารถนำมารักษา อาการนอนไม่หลับ, ปวดหัวไมเกรน, วิตกจริต โรคย้ำคิดย้ำทำ (obssessive compulsive disorder) ฯลฯ ได้.
กฎพื้นฐาน 4 ประการตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด ซึ่งตนเองได้มาจากซามูไรญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ซึ่งฝึกได้ค่อนข้างง่าย หากต่อเติมเรื่องการจัด posture (อิรยาบท, ท่าทาง) ให้ถูกต้องนอกจากจะใช้เป็นพื้นฐานในการฝึกวรยุทธ์แล้ว ยังใช้รักษาโรคได้หลายอย่าง ....จะกล่าวถึงในคราวหน้า.....แต่ตอนนี้จะพูดถึงระบบของจีนบ้างคือเรื่อง Microcosmic Orbit (วงจรลมปราณขนาดเล็ก ...เส้นชีพจรหน้าหลัง) กับ Macrocosmic Orbit (วงจรลมปราณขนาดใหญ่...เส้นชีพจรหน้าหลังรวมทั้งที่แตกกิ่งก้านสาขาไปที่แขน ขา) และจะลองตีความ Dao De Jing ของเล่าจื้อให้ดูว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
พลังทางเพศสร้าง น้ำกาม เมื่อหาความสุขทางเพศน้ำกามจะไหลออกไปตามเส้นทางเดินปกติของมันเพื่อไปทำการ สืบพันธ์ นักพรตเต๋าที่ฝึกวิชาเล่นแร่แปรธาตุ จะเรียนรู้วิธีสกัดกั้นพลังทางเพศมิให้รั่วไหลออกไป โดยการละเว้นเรื่องโลกีย์วิสัย ....หมายเหตุ: นี่คือแนวความคิดของสำนักนักพรตเต๋าทางภาคใต้ของจีน ซึ่ง took a vow of celibacy (ผู้ชาย) หรือ took a vow of chastity (ผู้หญิง) ....หมายถึง "ถือเพศพรหมจรรย์" ว่างั้นเหอะ....แต่ในขณะเดียวกันสำนักนักพรตเต๋าทางภาคเหนือของจีนฝึกวิชา เล่นแร่แปรธาตุโดยการทำรักกันระหว่างหญิงชายโดยมีเคล็ดลับในการขับเคลื่อน กำลังภายในของตนเองและของคู่รัก โดยมิให้สูญเสียพลังแต่อย่างใด....ในการสงวนพลังทางเพศ ผู้ชายก็ทำได้ผู้หญิงก็ทำได้ .......ซึ่งเราจะกล่าวถึงเรื่องนี้ในภายหลัง. ... เมื่อพลังทางเพศเคลื่อนตัวไปหาทางออกของมัน ผู้ฝึกก็จะต้องสกัดมันไว้ (สกัดจุดตาย) และดึงมันกลับเข้ามาที่จุดศุนย์รวมกำลังภายใน โดยใช้ไฟธาตุภายในร่าง ขับเคลื่อนมัน ซึ่งการจุดไฟจะกระทำด้วยการกำหนดลมปราณให้โคจรอยู่ใน Microcosmic Orbit เพื่อทำขบวนการที่เรียกว่า sublimation (การเปลี่ยนพลังทางเพศให้เป็นยาอายุวัฒนะเพื่อนำไปสู่ความเป็นเซียน) วงโคจร (เส้นลมปราณ) นี้เริ่มต้นจากปลายส่วนล่างของกระดูกสันหลัง ซึ่งเรียกว่าจุด Hui Yin (perineum = ฝีเย็บ = สำหรับชายจุดนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างรูทวารหนักกับโคนของถุงอัณฑะ สำหรับหญิงจุดนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างรูทวารหนักกับมุมล่างของแคมใหญ่) และพลังจะเดินไปที่จุดซึ่งเรียกว่า Ming Men (the gate to life ซึ่งเป็นจุดที่อยู่บนกระดูกสันหลังปล้องที่อยู่ระหว่างไตสองข้าง) และพลังก็จะเคลื่อนที่ไปยังจุด Yu Chen (ที่ท้ายทอย) แล้วไปที่จุด Bai Hui (กลางกระหม่อม) แล้วพลังก็จะเคลื่อนที่ลงไปยังเส้นลมปราณด้านหน้าที่อยู่กลางร่างกาย ซี่งผ่านหน้า ผ่านคอ ผ่านลิ้นปี่ ผ่านท้องส่วนล่าง จนกลับคืนจุดที่เริ่มต้น จนกระทั่งครบรอบวงจรของมัน เราเรียกวงจรนี้ว่า Microcosmic Orbit แต่ตรงจุดที่เส้นหน้ากับเส้นหลังต่อกันที่ด้านบนนั้น ช่องว่างของมันก็คือเมื่อมนุษย์อ้าปากพูดยังไงล่ะ การที่จะปิดช่องว่างเพื่อไม่ให้พลังรั่วได้นั้น จะต้องเอาปลายลิ้นม้วนกลับไปแตะไว้บริเวณที่เป็นแอ่งแถวๆลิ้นไก่ แอ่งนี้เราเรียกว่า The Heavenly Pool หรือบ่อน้ำแห่งสวรรค์
ในการฝึกกำหนดลมปราณ ผู้ฝึกจะต้องหายใจเข้าลึกจนกระทั่งลมปราณลงไปถึงท้องส่วนล่าง เพื่อไปกระตุ้นไฟธาตุภายในร่างกาย และขับเคลื่อนพลังทางเพศที่รวมตัวอยู่แล้วที่บริเวณนั้น (แท้จริงแล้ว จุด dantian is the spot where heaven and earth unite แปลตรงตัวว่า " จุดตานเถียนเป็นจุดที่สวรรค์กับธรนีมารวมตัวกัน ...ฮืม" แท้จริงแล้วนักพรตเต๋าใช้ศัพท์เทคนิค....heaven คือลมปราณหลังเกิด (ที่หายใจเข้ามา).......ส่วน earth คือพลังทางเพศ ซึ่งเป็นลมปราณก่อนเกิด (ที่ได้มาจากบิดามารดา)) ....ทั้งไฟธาตุและพลังทางเพศก็จะถูกขับเคลื่อนเข้าไปใน Du Mai (the channel of control หรือ the governing channel ซึ่งเป็นเส้นลมปรานที่อยู่ในกระดูกสันหลัง) และพุ่งขึ้นข้างบนจนไปถึงศีรษะ ซึ่งถัดจากนั้นก็จะทำการหายใจออกแล้วค่อยๆผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ท้องส่วน ล่างเพื่อให้ไฟธาตุและพลังทางเพศซึ่งอยู่ที่ศีรษะเคลื่อนที่ลงผ่าน Ren Mai (the channel of function เป็นเส้นลมปราณที่อยู่ด้านหน้าตรงกลางของร่างกาย) พลังดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนมาจนบรรจบกันเป็นวงโคจร ซึ่งเราเรียกว่า Microcosmic Orbit การขับเคลื่อนลมปราณขึ่นลง จะเป็นการชำระล้างทำความสะอาดพลังทางเพศ เพื่อที่จะนำไปรวมตัวกันที่จุด dantian ซึ่งอยู่ใต้สะดือเพื่อที่จะเปลี่ยนให้กลายสภาพเป็น vitality พลังชีวิต ......คนเขียนคัมภัร์สมัยก่อนไม่ต้องการให้คนตีความได้ เลยแทนที่จะเขียนว่า vitality (พลังชีวิต) หรือ spirit (วิญญาณ) เขาจะเขียนว่า lead (ตะกั่ว) หรือ mercury (ปรอท) ซะแทน....และตนเองก็เข้าใจว่าเล่าจื้อก็พยายามทำเช่นนี้เมื่อเขาเขียน คัมภีร์ Dao De Jing ขึ้นมาเช่นกัน .......โดยจะยกตัวอย่างบทที่ 3 ให้ดู
Dao De Jing บทที่ 3
3 Not to value and employ men of superior ability is the way to keep the people from rivalry among themselves; not to prize articles which are difficult to procure is the way to keep them from becoming thieves; not to show them what is likely to excite their desires is the way to keep their minds from disorder.
Therefore the sage, in the exercise of his government, empties their minds, fills their bellies, weakens their wills, and strengthens their bones.
He constantly (tries to) keep them without knowledge and without desire, and where there are those who have knowledge, to keep them from presuming to act (on it). When there is this abstinence from action, good order is universal.
บทที่ 3:
อย่าแต่งตั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ ประชาชนจะได้ไม่เกิดกความริษยาแก่งแย่ง
อย่าตีราคาสมบัติที่หาได้ยาก ประชาชนจะได้ไม่ลักขโมย
อย่านำเอาทรัพย์สมบัติที่ต้องตาต้องใจออกมาอวด ประชาชนจะได้ไม่มีจิตใจเป็นกังวล
ดังนั้นเมื่อมุนีปกครองบ้านเมือง
เขาจะทำใจให้ว่าง
ทำให้ท้องอิ่ม
ลดความทะเยอทะยานทั้งปวง
ให้มีร่างกายแข็งแรง
เลื้ยงดูให้ประชาชนปราศจากความรู้และความอดอยาก
ทำให้คนฉลาดไม่กล้าลงมือทำการใดๆ
เมื่อปฏิบัติโดยไม่มีการกระทำเช่นนี้ ทุกสิ่งก็จะอยู่ในระเบียบ
3 บรรดทัดแรกน่ะ น่าจะตีความได้ว่า "ให้ละกิเลศ เลิกการยึดมั่นถือมั่น และ "...จะได้ไม่มีจิตใจเป็นกังวล..." หมายถึง "ต้องทำหัวให้ว่างจิตให้สงบ"
ทีนี้เรามดูบรรทัดที่ 4 กัน เริ่มน่าสนใจมากยิ่งขึ้น " ....ปกครองบ้านเมือง....ฮืม?" ถ้อยคำเหล่านี้เล่าจื้อ "ใส่รหัส" เอาไว้ เพราะไม่อยากให้ผู้คนหลายคนตีความได้ ......จริงๆแล้ว tansy ตีความมันว่า "Du Mai = the governing channel (governing = ปกครอง) คือเส้นลมปราณด้านหลังในกระดูกสันหลังนั่นเอง จึงต้องตีความ (ตามอีก 2 บรรทัดต่อไป) เขาจะทำใจให้ว่าง = ตั้งสมาธิ ทำให้ท้องอิ่ม = จริงๆแล้ว (ท้องผู้ฝีก) อิ่มด้วยลมปราณ (ไม่ใช่หมายถึงทำให้ประชาชนอิ่มท้องหรือมีกินก่อนปกครอง. ..คือจะตีความเช่น นั้นก็ไม่ผิดหลักจริธรรมหรือรัฐศาสตร์ แต่ก็จะไม่ได้วิชากำลังภายในไป....!!!) นั่นก็คือหายใจลึกจนลมปราณลงไปอยู่ที่ท้องส่วนล่างจนเกิดแรงขับเคลื่อนพลัง ให้ "ปกครองบ้านเมือง = ให้ขับเคลื่อนพลังเข้าไปใน Du Mai" นั่นเอง
บรรทัด ถัดไป "ลดความทะเยอทะยานทั้งปวง" คือเมื่อพลังไปสู่จุดกลางกระหม่อมแล้ว พลังขับเคลื่อนตามธรรมชาติ ดัวยไฟธาตุในร่างผสานกับ gravitational force (แรงโน้มถ่วง) จะส่งพลังลงมาตามเส้นทางเดินเส้นกลางด้านหน้าเอง "ปราศจากความรู้" หมายถึง block all the five senses = ปิดกั้นการรับรู้ทั้ง 5 คือภาพ, เสียง, กลิ่น, รส, และสัมผัส...."ทำให้คนฉลาดไม่กล้าลงมือ" ต้องตีความว่า Let nature take its own course. By doing nothing verything is done and taken care of. คือ จงปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตามวิถีทางของมัน โดยการไม่ทำอะไร (การกระทำโดยไม่กระทำ) ทุกสรรพสิ่งก็จะถูกกระทำไปเองและได้จะรับการดูแลจากเต๋าหรือมรรควิถีนั่นเอง .....
ดังนั้นในบรรดทัดเกือบๆจะสุดท้ายของบนนี้จึงมักจะมีคำพูดว่า "ทำการ" และ "การกระทำ" แท้จริงมันก็คือ Ren Mai หรือ the channel of function เส้นลมปราณเส้นกลางด้านหน้านั่นเอง (function = ปฏิบัติการ, ทำการ, การกระทำ" ) ในภาษาอังกฤษหลายๆ versions เขามักจะใช้คำว่า non-action action ซึ่งคุณพจนา จันทรสันติ แปลเป็นไทยเอาไว้ว่า "การกระทำโดยไม่กระทำ" .......ส่วน "ลดความทะเยอทะยานทั้งปวง" คือ เมื่อพลังไปจนถึงจุดสูงสุดแล้ว มันก็ต้องไหลลงมาเอง "ทุกสิ่งก็จะอยู่ในระเบียบ = The Order of the Universe is acheived = ระเบียบแห่งจักรวาลคือคือเต๋านั่นเอง.
แท้จริงแล้วในบทที่ 3 นี้ปรมาจารย์เล่าจื้อสอนวิธีการโคจรลมปราณรอบ Microcosmic Orbit โดยมีหลักการสำคัญดังต่อไปนี้
ตัดกิเลศ
ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งมีค่าใดๆ ....นั่นก็คือสมัยโบราณคนจะฝึกวิชานี้ได้ต้องละทิ้งสมบัติพัสถานไปจำศีลอยู่บนภูเขา
ทำสมาธิ ทำจิตให้สงบ
หายใจลึกๆให้ลมปราณไปรวมตัวที่จุด dantian
กำหนดลมปราณเพื่อกระตุ้นไฟธาตุในร่าง
ไฟ ธาตุในร่างจะขับเคลื่อนพลังหลังเกิด (ลมปราณที่หายใจเข้ามา) กับพลังเก่อนเกิด (พลังทางเพศที่ได้จากบิดามารดา) The union of heaven and earth (การผลานกันของลมปราณหลังเกิดกับพลังทางเพศ ณ จุด dantian) ให้เป็นพลังขับเคลื่อนไป จาก dantian ทะลุไปที่ Hui Yin แล้วเจาะทะลวงเข้ากระดูกสันหลังพุ่งขึ้นผ่านจุด Ming Men ที่อยู่ระหว่างไตและไปที่จุดกลางกระหม่อม
เมื่อขึ้นบน "ต้องไม่บังคับมัน"
คำ แปลบาง versions เขาว่า "ปกครองโดยไม่ปกครอง" หรือ "ปกครองโดยไม่กดขี่" คือแค่ be mindful of it but do not force it คือแค่มีสติว่ามีพลังนี้โคจรแต่ต้องไม่บังคับมัน ..... และเมื่อพลังพุ่งไปถึงจุดสูงสุดบนกลางกระหม่อมแล้วก็ให้ปล่อยให้มันไหลลงมา ข้างล่างเอง โดยไม่ไปบังคับมัน "การกระทำโดยไม่กระทำ" จนพลังมันกลับไปที่จุดเริ่มต้นจนครบวงโคจรของมัน
แท้จริงแล้ววิธีการ ของพวกซามูไรที่ฝึกแบบเซน โดยใช้หลักการพื้นฐาน 4 ประการดังที่ให้ไว้ข้างบน หากตั้งใจฝึกดีๆ โดยอาศัยการปรับเปลี่ยน posture (ท่าทาง, อิริยาบท, การเคลื่อนไหวตัว) ให้ be in harmony with the universal force = ให้ผสมผสานกลมกลืนกับพลังของจักรวาล ถึงแม้ผู้ฝึกจะไม่รู้จักว่าหน้าตา Microcosmic Orbit เป็นอย่างไร แต่ก็ยังบรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนพลังรอบ Microcosmic Orbit ได้เช่นกัน ซึ่งอาจฝึกได้ง่ายกว่าเสียด้วย "เนื่องจากกลายเป็น "....เลื้ยงดูให้ประชาชนปราศจากความรู้...." = block all the five senses = ปิดกั้นการรับรู้ทั้ง 5 คือภาพ, เสียง, กลิ่น, รส, และสัมผัส...จนกระทั่ง "ทำให้คนฉลาดไม่กล้าลงมือ" = Let nature take its own course. By doing nothing verything is done and taken care of. คือ จงปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปตามวิถีทางของมัน โดยการไม่ทำอะไร (การกระทำโดยไม่กระทำ) ทุกสรรพสิ่งก็จะถูกกระทำไปเองและได้รับการดูแลจากเต๋าหรือมรรควิถีนั่นเอง .....
สรุปประเด็นสำคัญก็คือ พลังที่โคจรใน Microcosmic Orbit นั้นผู้ฝึกต้องเพียงแค่ be mindful คือแค่มีสติในเรื่องพลังนี้เท่านั้น (คือมองเห็นมันโคจรไปโดยธรรมชาติ) แต่จะต้องไม่ force the energy up and down คือ "ไม่ปกครองโดยกดขี่" และ "จะต้องกระทำโดยไม่กระทำ" นั่นก็ คือ "ไม่พยายามตั้งใจ" ที่จะพลักดันมันโดยการบังคับมันนั่นเอง แต่ให้เป็นธรรมชาติขับเคลื่อนมันไปเอง (ไฟธาตุ + แรงโน้มถ่วงของโลก) หลักการที่ฟังๆดูเหมือนจะพูดกวนๆขัดแย้งกันแบบนี้ซึ่งเล่าจื้อใช้บ่อยมากๆ เราเรียกมันว่า paradox ราชบัณฑิตสถานเขาบัญญัติศัพท์เอาไว้ว่า "ปฏิทัศน์" (อย่าจำสับกับ "ปริทัศน์" = review นะ....ตัวเองยังงงเลยบางที) ส่วนคุณพจนา จันทรสันติแปลคำว่า paradox ได้ไพเราะห์ดี เขาแปลมันไว้ว่า "ตรรกวิทยาแห่งความขัดแย้ง" .....นั่นก็คือปรมาจารย์เล่าจื้อสติเฟื่อง ท่านใช้ paradoxes มากมายใน Dao De Jing จนทำให้คนอ่านเอือมระอาจนเอาคัมภีร์ไปทิ้งถังขยะกันเสียเป็นส่วนใหญ่ วิชาเร้นลับจึงถูกสงวนไว้ให้คนเพียงแค่บางคน(ที่ฟ้าลิขิตมา) แต่เพียงเท่านั้น
ถ้าใครสนใจเรื่องวิธีผสานลมปราณก่อนเกิดและลมปราณหลังเกิดและอยากดูรูปภาพ แสดงการหายใจแบบใช้ diaphrams (กล้ามเนื้อส่วนล่างของปอด ที่อยู่ระหว่างช่องทรวงอกกับช่องท้อง) ก้อให้ซื้อหนังสือเรื่อง The Tao of Tai-Chi Chuan โดย Jou, Tsung Hwa รู้สึกจะมีคนแปลเป็นไทยแล้วนะ ผู้แปลเป็นนักเทควันโด้หรืออะไรเนี่ย ชื่อคุณคณิต ครุฑหงษ์ (ถ้า