Ampol C.

สรุปเนื้อหาพระไตรปิฏก 1
สรุปเนื้อหาพระไตรปิฏก 2
กด ctrl ค้างเพื่อเปิด tab
กรรมฐาน หลวงปู่มั่น
การทำสมาธินานาชาติ
ลมหายใจ
การทำสมาธิ
บริกรรมยุบพองรู้

พระไตรปิฏกเล่ม 17
พระไตรปิฏกเล่ม 15
เสียงอ่านพระวจนะ
เสียงอ่านพระวจนะ
พระโมคาลานะ
พระไตรปิฏก-เทียบ



กุณทาลินี 7 จักระ
พลิกจิต
สมอง
ทฤษฎีอารมภ์
คัมภีร์นรลักษณ์ะ
คัมภีร์โยกย้ายเส้นเอ๊น
บริหารนิ้วข้อมือแบบนินจา








ฌาน นำทางให้เห็น จิต
เมื่อเห็น จิต ดวงตาธรรม จึงเพียงเริ่มเปิด
เมื่อจิต และ กาย แยกจากกัน จึงเพียงเริ่มต้น แห่งสัจจธรรม
บริสุทธิ์    อิสระ    หนัก-แฝงกับผัสสะ    แทงตลอด    ทิ้ง-สิ่งยึดติด อย่างวางใจ    สติ-แห่งจิต

เมื่อจิตพลิกแล้ว จะเห็น สิ่งต่างๆเป็นแสนเป็นล้าน เป็นสมมติ พร้อมกันเพียงเสี้ยววินาที
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา    (ศรัทธา วิริยะ) สติ (สมาธิ ปัญญา)    เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา    นิโรธะคามินีปฏิปทา
ระดับจิต และ พฤติกรรม

พรหม ในความหมายนั้น น่าจะหมายถึง พฤติกรรม และ ระดับความสามารถของจิต ที่เข้าถึงความสงบ ในระดับต่างๆ ซึ่งในสมัยบรรพกาล (ก่อนพุทธศาสนา) พยายามที่จะแบ่งแยก และเพื่อให้ปุถุชน ผู้ด้อยปัญญาอย่างยิ่ง ในยุคนั้น ได้เห็นเป็นรูปธรรม จึงสมมติ ตัวตนพรหม ขึ้นมา แทน ความเป็นนามธรรม เพื่อความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผู้คนยุคหลัง ขึงยึดติด ความมีตัวตน ของการสมมติ นี้ มาจนกระทั่งปัจจุบัน

    มีผู้กล่าวไว้ซึ่งที่มาของความเชื่อ "พวกที่เล่นฌาน ถ้าเล่นไม่ดี ไม่เข้าใจ ไม่ใช้ปัญญาถ่องแท้ จะไปติดเป็นพรหม แย่ไปเลย นี่เป็นหลักฐานสนับสนุนเป็นอย่างดีว่า พระพม่าสอนผู้ปฏิบัติธรรมจนเข้าใจผิดเนื้อหาของพุทธศาสนาไปจนหมด
    ตามหลักแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่า คนเราที่เกิดมาในโลกมนุษย์นี้ ได้ขึ้นสวรรค์ รวมถึง รูปพรหม และอรูปพรหมด้วย มีประมาณเท่าเขาของวัวเท่านั้น แต่จะไปอบายภูมิเท่ากับขนของวัวเลยทีเดียว"



ระดับจิต ลักษณะนี้ จะทรงไว้ซึ่ง พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั่นจึงให้คนทั่วไป ต้องการความเมตตาจาก ผู้ที่มีจิตลักษณะนี้ เพื่อเป็นเสมือนน้ำฝนชโลมใจ นั่นเอง
  • มนุษย์ ทำฌานไม่ได้... มีกายต่างกัน มีสัญญา หรือ วิญญาน ต่างกัน
  • เปรตวิมาน ทำฌานไม่ได้ ... มีกายต่างกัน มีสัญญา หรือ วิญญาน ต่างกัน ... พวกนี้ไม่ให้คุณ ไม่ให้โทษ แต่ รอรับการให้อย่างเดียว
  • เทวดา ทำฌานไม่ได้ ... มีกายต่างกัน มีสัญญา หรือ วิญญาน ต่างกัน
  • พรหมปาริสัชชาภูมิ ปฐมฌาน ... มีกายต่างกัน มีสัญญาหรือวิญญานเดียวกัน
  • พรหมปุโรหิตาภูมิ ปฐมฌาน ขั้นมัชฺฌิมา... มีกายต่างกัน มีสัญญาหรือวิญญานเดียวกัน
  • มหาพรหมาภูมิ ปฐมฌาน ขั้น ปณีตะ... มีกายต่างกัน มีสัญญาหรือวิญญานเดียวกัน
  • ปริตรตาภาภูมิ ทุติยฌาน ขั้นปริตตะ
  • อัปปมาณาภาภูมิ ทุติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ
  • อาภัสราภูมิ ทุติยฌาน ขั้นปณีตะ ... มีกายเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ...
  • ปริตตสุภาภูมิ ตติยฌาน ขั้นปริตตะ
  • อัปปมาณสุภาภูมิ ตติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ
  • สุภกิณหกา ตติยฌาน ขั้นปณีตะ ... มีกายเดียวกัน สัญญาเดียวกัน


  • เวหัปผลาภูมิ จตุตถฌาน ได้รับผลแห่งฌานอันไพบูลย์

  • อสัญญีสัตตาภูมิ จตุตถฌาน หาสัญญามิได้ หรือ พรหมลูกฟัก หรือ หัวตอ หรือ พรหมดักแด้ สำคัญว่า จิตนั้นไม่มี คือ ไปกำหนดชลอการเกิดการจิต เนื่องมาจาก กระบวนการขันธ์5 ไม่สมบูรณ์ จึงทำให้มีแต่รูป ไม่มีวิญญาน ทำให้เป็นคนเฉยเมยต่อทุกสิ่ง ละทิ้งหน้าที่อันพึงกระทำตามธรรมชาติ ตามเหตุและปัจจัย พรหมชั้นนี้ แก้ไขด้วย ปรับความคิดเห็นใหม่ตามคำพระพุทธเจ้าสอน คือ ให้จิตปราศจากกิเลส (ไม่ใช่ไม่ให้มีจิต)
    พระพุทธเจ้า ไม่สรรเสริญ การทรงพรหมชั้นนี้ เพราะความคิดเห็นในเรืองจิตคลาดเคลื่อน ทำให้เกิดความเนิ่นช้าอย่างมาก

    ในเกณฑ์การฝึกสมาธิของศาสนาพราหมณ์ อันนี้เรียกว่า สุดยอดสมาธิ เวลาฤาษีต่อสู้กัน สู้ไม่ได้ คนนี้เพ่งเป็นไฟไป คนนั้นเพ่งเป็นน้ำมา กำลังจิตสู้คนนั้นไม่ได้ ไฟก็ม้อด ทีนี้คนนั้นเพ่งมา คนนี้เพ่งน้ำไปสู้ไม่ไหว ไฟจะไหม้หัวกู กูตายแน่ๆ ทีนี้ต้องถอยทัพ กลับมาสู่ “อสัญญีฌาน” แกร็ก...ตายโลด กูบ่เจ็บดอก เมื่อไฟไม่ไหม้ เขาสงสาร เขาปล่อยไว้ เขาออกมาจากฌาน วิ่งหนีบ้าด... อันสมาธินี้ชนิดนี้ เค้าฝึกไว้ต่อสู้กัน นานมาแล้ว ทางพุทธศาสนาเรียกว่า อสัญญีฌาน มีอานิสงส์ไหม อานิสงส์มี ตายปั๊บขึ้นไปอยู่พรหมโลก ชั้นที่...รู้สึกจะเป็นชั้นที่ ๑๒ อสัญญีสัตตาวาส เขาเอิ้นว่า “พรหมลูกฟัก” พรหมกระแด็ก ถ้านอนตาย ก็ไปเกิดเป็นพรหมนอนกระแด็ก อายุยืน ๔๐๐ มหากัป โลกนี้เกิดโลกนี้ตายอีก ๔๐๐ หน่วยโลก ยังบ่ทันตื่น อาภัพที่สุด พระอริยเจ้าไม่เข้าไปในชั้นนี้ ถ้าเกิดนั่งตาย นั่งสมาธิ แกร็ก..ตายไป ก็ไปนั่งอยู่โน้น อยู่ท่าไหน อยู่ท่านั้น อยู่ท่าไหน ก็เรียกว่า พรหมลูกฟัก พรหมดักแด้
    อ้างอิงจาก http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=7686.msg28230#msg28230

    เป็นอาการ ไม่รู้ผัสสะ เนื่องจาก สัญญา ตัวนั้นว่างเปล่า อาจมีสัญญาตัวนั้น แต่ไม่ดึงขึ้นมา หรือ หยุดดึงสัญญา

    [อสัญญสัตตาพรหม ๑] เพื่อนคณะเดียวกับ เวหัปผลาพรหม ในปัญจโวการภูมิ แต่เลือกแต่ชอบ ลงวิชชา แนวสูญ แนวอุทเฉจ เฉยๆ กะร่างกาย แต่ไม่ยินดีไม่พอใจ ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารเบื่อสุโค่ย ก็เลยชอบมาเกิดมาเพลินใน พรหมชั้นนี้ ปฏิเสธอารมณ์ ปฏิเสธสัญญา โดยไม่มีสติ คอร์สนอกพุทธ ไม่เหมือน รุ่นพี่ในชั้น อรูปพรหมชั้นสุดท้าย เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ คอร์สพุทธชั้นเลิศ


  • อวิหาสุทธาวาสภูมิ พรหมอนาคามี ผู้ละซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อน ทั้งทางกาย วาจาและใจเลย ย่อมเข้าฌานสมาบัติ หรือผลสมาบัติอยู่เสมอ
  • สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ มีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจ้ง มี สติแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น
  • สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ มีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจ้งยิ่ง มี สมาธินทรีย์ คือมีสมาธิแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น
  • อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ มีปัญญินทรีย์ คือมี ปัญญาแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น

  • อากาสานัญจายตนภูมิ ดำรงสภาวะ อากาศ เป็นอารมณ์
  • วิญญาณัญจายตนภูมิ ดำรงสภาวะ วิญญาณ เป็นอารมณ์
  • อากิญจัญญายตนภูมิ ดำรงสภาวะ ความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์ เพราะสูญสิ้นการยึดตัวตน
  • เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ภาวะมี สัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

    เมื่อรู้ การเกิด และ การดับในแต่ละสภาวะ เมื่อรู้ คุณ และ โทษ ในแต่ละสภาวะ รู้อุบายในการออกจากสภาวะนั้น แล้วจะยังเพลิดเพลินอยู่กับสภาวะนั้นอีกหรือ เมื่อรู้ตามความเป็นจริงเช่นนั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้น เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น เรียกว่า ปัญญาวิมุตติ

ที่ตั้งแห่งวิญญาน (วิญญานฐิติ) 7 อย่าง และ อายตนะ 2 ... พระไตรปิฏก หน้า 325
  1. สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่าง เช่น มนุษย์ เทวดาบางพวก เปรตบางพวกเช่น เวมานิกเปรต ที่ได้วิมาน ได้รับทุกข์สุขสลับกันไป เปรตพวกนี้ไม่อยู่ในอบายภูมิ เอาแน่เอานอนกับการทำดีทำชั่ว ไม่ได้

  2. สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาเดียวกัน เช่น พวกพรหมที่เกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ที่อยู่ในอบาย4 เทพพวกพรหมกายิกามีเมตตาฌาน

  3. สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น เทพพวกอาภัสสรพรหม ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง
  4. สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เทพพวกสุภกิณหพรหม ได้นิโรธมืด เป็นโชค

  5. สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงความกำหนดหมายในรูป ทำในใจว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ความว่างไม่มีที่สุด พ้นรูปสัญญา
  6. สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ ทำในใจว่า วิญญาหาที่สุดมิได้ เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ความรับรู้ไม่มีที่สุด พ้นเสพความว่าง
  7. สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงวิญญาณัญจานยตนะ ทำในใจว่า ไม่มีอะไร เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ความดับดิ่งไม่มีอะไร ๆ ไว้เลย
  1. อสัญญีสัตตายตนะ คือ อสัญญีสัตว์ มีแต่รูป ไม่มีวิญญาน เมื่อไม่มีวิญญานคือไม่มีสัญญา ทำให้ขบวนการเกิดจิตไม่สมบูรณ์จิตจึงยังไม่เกิดขึ้น คือการชลอการเกิดจิต ไม่รับรู้อะไร ไม่มีอารมณ์/ความรู้สึกซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้อง จิตนั้นมีอยู่ตลอดเวลา เพียงให้จิตนั้นปราศจากกิเลส ตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำ
  2. เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็น พรหมไม่มีรูป มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะวิญญานในอรูปพรหมนี้ละเอียดอ่อนมาก จึงไม่ควรกล่าวว่ามีวิญญาน หรือไม่มีวิญญาน รู้บ้าง – ไม่รู้บ้าง ดับ ๆ รู้ ๆ

    (เลิกกำหนดแม้แต่ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย) เข้าสู่ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=3856.0 สมเด็จพระญาณสังวรฯ)

    พรหมลูกฟัก-อสัญญีพรหม เกิดจากการเจริญสติกำหนดรับรู้(และเป็นได้ทั้งลืมตาเจริญสติ) การฝึกเจริญสติวิปัสสนาเป็นการ กำหนดรู้ สิ่งที่ถูกรู้ที่มากระทบใดอายตนะหนึ่ง(สิ่งที่ถูกรู้) และตัวรับรู้คือ "ใจ"มโนวิญญาณธาตุ(ตัวรู้-ธาตุรู้ที่ใจ) จะรู้สิ่งที่ถูกรู้ *หากรู้แล้วไม่(ดับ) หรือ ไม่(ปล่อย) ตัวรู้นั้นเป็นวาระๆ เป็นปัจจุบันขณะแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทำมากๆ.. เมื่อทำมากๆ จิตจะเบื่อหน่ายกับสภาพรู้จากการกำหนดรู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่อยากรับรู้อีก กำหนดรู้จนจิตหมดกำลัง เกิดเป็นสภาพดับไปในที่สุด ลักษณะของสภาพที่ดับไปนี้ สัญญาเวทนาจะดับหมด ความรู้ตัวทั่วพร้อมหมดไปจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เป็นอะไร อยู่ในช่วงเวลาไหนยุคไหน ช่วงเวลาและเหตุการณ์ก่อนที่จะดับ และหลังดับจะไม่ต่อเนื่องกัน อยู่ๆ ก็ดับหายไปไหนก็ไม่รู้ ดับไปอย่างไรก็ไม่รู้ พอดับเต็มที่แล้ว ธาตุรู้ทำงาน สัญญาเวทนาทำงาน ก็เกิดโผล่ขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้อีก ช่วงเวลาที่ดับไปนั้นเราก็ไม่รู้ว่าดับไปนานเท่าไร เป็นสภาพที่ไม่มีความจำ ไม่มีความรู้สึก เราก็เลยจำสภาพดับไม่ได้ จะจำได้ก็เพียงว่า มันดับมืด และเรียบลื่นไปหมด ไม่มีสัญญาณคลื่นพลังใดเลย ในสภาพที่ดับนั้น

    สภาพที่ดับนี้ก็มีการเข้าใจกันว่า คือ การบรรลุธรรม แท้จริงเป็นสภาพที่จิตต้องการพักผ่อนจากการที่ไม่อยากรับอารมณ์ภายนอก หลบเข้าไปในภาวะจิตที่ลึกที่สุด จัดเป็นลักษณะการเข้าฌานอย่างหนึ่ง คือ ไม่รับอารมณ์ภายนอก หลบหนีจากสภาพปัจจุบัน โดยใช้การดับข่มไว้ สภาพดับนี้เป็นการดับ

    เลย บางคนคิดผิดไปว่าเป็น "นิโรธ" หรือ "นิโรธสมาบัติ" ซึ่งจริงๆแล้วการเจริญสติจะต่างจากการเข้าณานสมาบัติมาก การเจริญสติคือการอยู่กับปัจจุบันขณะ ส่วนฌานสมาธิ(นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวยิตนิโรธ)นั้นจะเข้าไปตั้งแต่ณานที่1 ถึงณานที่4 แล้วเลยไป อรูปณาน 1 ถึงอรูปณาน4 (เมื่อมีวสีชำนาญบางท่านก็ใช้การอธิษฐานเมื่ออยู่จุด ณ.จุดรูปฌาน4)แล้วไปเข้าจุดดับ(สัญญาและเวทนา) คือสัญญาวิยิตนิโรธ หรือนิโรธสมาบัติ แล้วขึ้นเสวยผล แห่งภูมิธรรมของตน อนาคามีหรืออรหัตผล ณ. จุดนิพพานธาตุ

    เรื่องราวนี้เคยมีมาแล้วครับสหายธรรมทุกท่าน ก่อนหน้าพุทธกาล สมัยพุทธกาลและอาจจะยังมีอยู่ เมื่อเข้าใจผิด สภาวะที่ดับจิตดับคือการบรรลุธรรม และได้อารมณ์นั้นมาตลอด โดยไม่รู้ตัว เมื่อสิ้นชีพละสังขาร บุคคลนั้นจะไปเกิด เป็นอรูปพรหม-อสัญญีพรหม(พรหมลูกฟัก) เมื่อหมดแรงฌาน(สัญญาเวทนาเกิด)ก็จะต้องกลับมาเกิดใหม่ แต่ถ้าหากมี หรือพาลูกศิษย์หลงไปด้วย กรรม(ดำ)ที่พาคนเหล่าไปหลงนั้นก็จะมีเพิ่มขึ้น และติดมาเมื่อเกิดใหม่เป็นอะไรก็ไม่รู้(แล้วแต่ว่าสัญญาเวทนาเกิดอย่างไรก็ เป็นอย่างนั้น) สำหรับกรณีนี้จะเป็นของ นักบวช นักพรต ฤษี ชีไพร ก่อนที่จะมีพุทธศาสนา แต่ถ้าอยู่ในเขตบวรพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์สมณโคดมด้วยแล้วนั้น กรรม(ดำ) ที่บุคคลผู้นันจะได้รับ นั้นจะรุนแรงมาก เมื่อเกิดมาใหม่อย่างไม่สามารถประมาณได้ เพราะสอนผิดทาง ตัวเองหลงไปแล้ว ยังเอาคนอื่นไปหลงตามด้วย ไม่ตรงกับที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้

    วิธีแก้ไขเบื้องต้น เจริญสติอยู่กับปัจจุบันขณะ เกิด-ดับ,ถูก-รู้-ปล่อย(รู้) เท่ากับเวลาโลก คือ 1 วินาที ...ไม่ทำ(มีเจตน์จำนงค์)ให้การรับรู้นั้นช้าลง หรือเร็วขึ้น
    อ้างอิง http://truthstore.blogspot.com/2009/12/blog-post.html

ผู้ใดรู้วิญญานฐิติ7 และ อายตนะ 2 รู้ความเกิดขึ้น รู้ความดับไป รู้ความพอใจ รู้โทษ และรู้การแล่นออก(หลุดออก หลุดพ้น) วิญญานฐิติ7 และ อายตนะ 2 แล้ว ไม่ชื่นชม วิญญานฐิติ7 และ อายตนะ 2 นั้น ย่อมหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น(มีอุปาทาน) เรียกว่าเป็น ปัญญาวิมุตติ

(๑) ตรัส วิญญาณฐิติ ๔ อย่าง (คือวิญญาณ ซึ่งเข้าถือเอา รูป เวทนา สัญญา สังขาร) ฯลฯ ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ตถาคตจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป การจุติ การอุบัติ ความเจริญ ความงอกงาม และความไพบูลย์ ของวิญญาณ โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา สัญญา สังขาร ดังนี้นั้น นี่ ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย (๒) ตรัส วิญญาณฐิติ ๗ (กับ) อายตนะ ๒ สรุป ด้วย สุตมยปัญญาว่า ................. สรุป ด้วย จินตามยปัญญาว่า ................. สรุป ด้วย ภาวนายปัญญาตามที่ตรัสสรรเสริญ ฯลฯ (แล้ว อนัตตานั้น มีสติปัญญาสัมปชัญญะสมาธิอยู่ จึงรู้ว่าตาม ฐานะ อนุพุทธะ ที่แต่ละ อนุพุทธะ ก็ ใช่ว่า จะ สามารถ อธิบาย พุทธวจนะนั้นๆได้ ไม่เท่าเทียมกัน) ว่า........ ดังนั้น .... สัญญาขันธ์ ใน ภูมิจิต/ภูมิธรรม คือ กามาวจรจิต (น่าจะ = สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพ บางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑) สัญญาขันธ์ ในภูมิจิต/ภูมิธรรม คือรูปาวจรจิต แบบโยคีอื่น VS โยคีพุทธ (น่าจะ = สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔) สัญญาขันธ์ ในภูมิจิต/ภูมิธรรม คืออรูปาวจรจิต แบบโยคีอื่น VS โยคีพุทธ (น่าจะ = สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรเพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗ อายตนะ ๒ คือ อายตนะที่ได้แก่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ (มีเฉพาะ พระอนาคาพุทธ) น่าจะ= อสัญญีสัตตายตนะ (ไม่มีสัญญาเวทนา) กับ อายตนะที่ได้แก่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ (โยคีอื่น มีได้) สภาวะคือ กล่าวว่าจะมีสัญญาขณะนั้นก็ไม่ใช่ จะไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะกลับมามีสัญญาได้อีก ) สรุป ที่ตรัสว่า ....ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ตถาคตจักบัญญัติ ซึ่งการมา การไป การจุติ การอุบัติ ความเจริญ ความงอกงาม และความไพบูลย์ (???? สุวิมุตตจิตนั่น????) ของวิญญาณ โดยเว้นจากรูป เว้นจากเวทนา สัญญา สังขาร ดังนี้นั้น นี่ ไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้เลย ขนฺธ สังยุตตนิกาย ๑๗/๖๗/๑๐๖-๑๐๗
จิตแกว่งจิตนิ่ง
กายแกว่งกายแกว่ง-จิตแกว่งกายแกว่ง-จิตนิ่ง
กายนิ่งกายนิ่ง-จิตแกว่งกายนิ่ง-จิตนิ่ง

วิโมกข์ 8 (การหลุดพ้น 8 ประการ)

  1. บุคคลมีรูป เห็นรูป (ได้แก่ รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณ ที่กำหนดวัตถุ ในกายของตน เช่น สีผม)
  2. บุคคลมีความกำหนดหมายในสิ่งไม่มีรูป เห็นรูปภายนอก (ได้แก่ รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณ กำหนดอารมณ์ภายนอก)
  3. บุคคลน้อมใจว่า งามในความประณีตในแต่ละ ฌาน (ได้แก่ ฌานของผู้เจริญ วรรณกสิณ กำหนดสีที่งาม หรือ เจริญ อัปปมัญญา)
  4. บุคคลทำไว้ในใจว่า อากาศไม่มีที่สุด เข้าถึงอากาสนัญจายตนะ เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญา ดับไป เพราะไม่ใส่ใจ นานัตตสัญญา จึงเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้
  5. บุคคลทำไว้ในใจว่า วิญญานไม่มีที่สุด เข้าถึงวิญญานัญจายตนะ เพราะล่วงเสีย ซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ โดยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้
  6. บุคคลทำไว้ในใจว่า ไม่มีอะไร เข้าถึง อากิญจัญญายตนะ เพราะล่วงเสีย ซึ่งวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่า ไม่มีอะไรเลย
  7. บุคคลก้าวล่วง อากิญจัญญายตนะ เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ
  8. บุคคลก้าวล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าถึง สัญญาวทยิตนิโรธ
  1. ผู้มีรูป (ผู้ได้รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ในภายใน (รูปี รูปานิ ปัสสติ)
  2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน(อรูปสัญญี) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) – หมายถึง มีสัญญาใส่ใจในอรูป
  3. ผู้น้อมใจเห็นว่า กสิณเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ) - หมายถึง เป็นโชค อันดีงาม ที่ผู้นั้น โน้มไปเจริญ สู่การบรรลุ หลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น
  4. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะ (ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้) เพราะล่วงพ้น รูปสัญญา (กำหนดรู้รูป) ดับปฏิฆสัญญา (กำหนดรู้ การกระทบจิต) ไม่ต้องใส่ใจ ในนานัตตสัญญา (กำหนดรู้ อารมณ์ต่าง ๆ) (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ)
  5. ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ (ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้) เพราะล่วงพ้น อากาสานัญจายตนะ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ)
  6. ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะ (ด้วยมนสิการว่า อะไรน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี) เพราะล่วงพ้น วิญญาณัญจายตนะ (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ)
  7. ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (กำหนดรู้อยู่ก็ไม่ใช่ ไม่กำหนดรู้อยู่ก็ไม่ใช่ – หมายถึง จิตวิญญาณ ต้องพ้น สิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้) เพราะล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ (สัพพโส อากิญจัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ)
  8. ผู้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ (กำหนดรู้แจ้งอารมณ์ว่า กิเลสดับสนิท พ้นอวิชชาสังโยชน์ เด็ดขาดแล้ว) เพราะล่วงพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ)
ภิกษุผู้เข้าสู่วิโมกข์ 8 นี้ได้ ทั้งอนุโลม และ ปฏิโลม เข้าได้ออกได้ตามต้องการ ย่อมทำให้แจ้ง ความหลุดพ้นด้วยสมาธิ (เจโตวิมุตติ) และความหลุดพ้นด้วยปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะในปัจจุบัน ภิกษุนี้ เรียกว่า อุภโตภาควิมุต (ผู้พ้นทั้งสองทาง) ไม่มีอุภโตภาควิมุต อย่างอื่นยอดเยี่ยมกว่า ประณึตกว่า
  • เมือลมหายใจ ยาว ก็รู้ชัดว่า ยาว
  • เมื่อลมหายใจ สั้น ก๊รู้ชัดว่า สั้น
  • เราเป็นผู้รู้พร้อม ซึ่งกายทั้งปวง
  • เราเป็นผู้ทำ กายสังขาร ให้ระงับ
  • เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งปิติ
  • เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งสุข
  • เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร
  • เราเป็นผู้ทำจิตสังขารให้รำงับ
  • เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต
  • เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง
  • เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น
  • เราเป็นทำจิตให้ปล่อยอยู่
  • เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยง อยู่เป็นประจำ
  • เราเป็นผุ้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ
  • เราเป็นผุ้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ
  • เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ
จากForum
ณ ในขณะที่เป็น "สัญญาเวทยิตนิโรธ" นั้น สามารถพูดเป็นภาษาไทย ในปัจจุบันขณะได้ว่า "เป็นสภาวะที่ ไม่มี ความนึก+ความคิด+ความรู้สึก" แต่เป็นสภาวะที่มี "สติบริสุทธิ์" เป็นลักษณะเด่น เพียงประการเดียวเท่านั้น

คำตอบนี้ จะวางไว้ "เฉพาะ" ที่ตรงตัวกับคำถามที่ว่า "สัญญาเวทยิตนิโรธ คืออะไร" เท่านั้น "ไม่สูงกว่า และ ไม่ต่ำกว่า" จากคำถามนี้

ผู้ที่จะเข้าถึง ตรงนี้ได้ ทั้งผู้ที่มาจาก "สมถะ หรือ วิปัสสนา" ก็ตาม ต้องรู้จัก "ความเป็น ตน" แล้วเท่านั้น

จากนั้นจึงทำการ "หยุดตนให้สนิท" แล้ว "วางตน" ทิ้งไป (ไร้ความเกร็งตัวทางจิต) อาการของ "สัญญาเวทยิตนิโรธ" จึงเกิดขึ้นได้

ผู้ที่ "ถึงและรู้จัก ความเป็นตน" อย่างแท้จริงแล้ว "ลองทำดู" ก็จะรู้ได้เองว่า "ไม่สูงกว่า และ ไม่ต่ำกว่า" ตรงนี้ (ส่วนวิธีของ สมถะ หรือ วิปัสสนา ที่จะเข้าถึงความเป็น "ตน" จะไม่กล่าวในที่นี้เพราะมันจะ "ยาว" เกินความจำเป็นในการตอบ "เฉพาะ" คำถามนี้)

สัญญา คือ สิ่งที่เอามาระลึก เวทยิตนิโรธ คือ อารมณ์การดับเวทนาทั้งหมด แปลว่า การเอาอารมณ์การดับเวทนามาเป็นที่ระลึกในกรรมฐาน

ทีนี้ มาแปลคำว่า การดับเวทนา คือยังไง ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระหว่างกายใจ(อายตนะทำงาน) หรือที่จิตทำงาน(อุปทานขันธ์กำลังปรุง) แปลว่า ในกระบวนการเกิดเวทนา วทนาเกิดจาก ผัสสะ มีใจเข้าไปรับรู้ปรุงจึงมีเวทนา(อารมณ์) แล้วถ้าวิญญาณจากจิตหรือสังขารเข้าไปร่วม จึงเป็นอุปทานต่อไป

ทีนี้ ถ้า การเอาอารมณ์การดับเวทนา(แปลว่า ไม่ไห้เวทนาเกิด) มาเป็นกรรมฐานในการทรง คือการเอา สภาวะที่เวทนายังไม่เกิดมาเป็น อารมณ์ทรง

นั่นคือ ปิดกาย ปิดใจ ปิดรู้ ดับ ทุกเจตสิก แม้ตัวสติรู้

สำหรับผมแปลง่ายๆว่า การหลับโดยตั้งใจ

29 8 2026
Welcome Guest
Main | Sign Up | Login
เปลี่ยน uID ให้ไปที่ ucoz.com
โดย logout ก่อน
Login form
Calendar
Entries archive
Tag Board
Search
mp3
Changing Partner

nonCopyright © 2026
Make a free website with uCoz