กลับกำลังฌาน หัวปลี ต้ม กะทิ ตอนหั่นหัวปลีให้รีบหั่นลงน้ำมะนาว แช่ไว้สัก 1 ชม หัวปลีจะขาว
- การแบ่งประเภทอาหาร
- Sattvic (อาหารที่ส่งเสริมความสงบและเกิดความปลอดโปร่ง) มักจะสดและหวานเช่นผลไม้, ผัก, ถั่ว, น้ำผึ้ง ฯลฯ
- Rajasic อาหาร (อาหารที่มีพลังที่ก่อให้เกิดภาวะตื่นตัวและความเคลื่อนไหวภายใน หรือกระตุ้นหัวใจ) มักจะมีรสเผ็ดและกระตุ้นเช่นหัวหอมกระเทียม ไข่, ปลา ฯลฯ
- tamasic (อาหารที่ทำให้หนักหน่วงกายและใจ และทำให้ใจซึมทือ)เป็นอาหารไขมันอาหารค้างเนื้อ
- ส่วนของสมองที่ควบคุมโสตประสาทสัมผัสอยู่เหนือหูข้างซ้าย
- ส่วนของสมองที่ควบคุมจักษุสัมผัสอยู่ตอนกลางหน้าผาก หรือเยื้องไปทางขวามือเล็กน้อย
- ส่วนของสมองที่ควบคุมประสาทสัมผัสทางแฮปติค หรือประสาทสัมผัสสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อ (haptic or motor sensory ) อยู่ตรงกลางกระหม่อม
สมองส่วนหน้าตรงกลางที่ทำหน้าที่ "จิตสูง" ดังกล่าว อยู่ตรงหลังหน้าผากระหว่างกลางหัวคิ้ว 2 ข้าง ดังที่ชาวอินเดียโบราณเรียกว่า "ดวงตาที่สาม" ผู้ที่สูญเสียสมองส่วนหน้าหรือดวงตาที่สาม ดังเช่น นายไฟเนียส เกจ และผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บกระเทือนถูกสมองส่วนนี้ ก็จะสูญเสียหน้าที่ "จิตสูง" 9 ข้อ กลายเป็นคนหยาบช้า หุนหันพลันแล่น ไม่สนใจตนเองและผู้อื่น ตรงกันข้าม ถ้าเรารู้จักฝึกให้สมองส่วนหน้าตรงกลางหรือดวงตาที่สาม "โตขึ้น" ก็จะทำให้เรามีจิตสูงสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้น ฝึกง่ายๆ โดยหมั่นบริหารร่างกาย (ออกกำลังกาย) บริหารจิต (ฝึกสมาธิ เจริญสติ) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินผักผลไม้และปลา (ที่มีโอเมก้า-3 เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสวาย) เป็นประจำ มีหลักฐานการวิจัย โดยทำการถ่ายภาพสมองด้วยเทคนิคสมัยใหม่พบว่าผู้ที่ฝึกสมาธิ (เช่น พระทิเบต) และผู้ที่ฝึกโยคะติดต่อกันมานานหลายปี สมองส่วนหน้าตรงกลาง หรือดวงตามที่สามของคนเหล่านี้โตขึ้นจริง ยิ่งฝึกมามากก็ยิ่งโตกว่าผู้ที่ฝึกมาน้อย
ต่อมไพเนียล หรือ ต่อมเหนือสมอง (Pineal gland) หรือ Pineal Bodyเป็นต่อมไร้ท่อเล็กๆ ขนาดพอๆกับเมล็ดข้าว ยาวประมาณ 05-1.0 cm รูปร่าง เมล็ดสน (pine cone) อันเป็นที่ ชื่อ pinel gland แทรกอยู่กล้าง สมองใหญ่ Cerebral Hemisphere ทั้งสองข้าง หน้าที่อันนึง ของต่อมไพเนียล คือการสร้าง สาร Melatonin และ Serotonin โดยมีความสัมพันธ์กับแสง โดยจากการศึกษาพบว่า ในเวลากลางวันที่ คนเราตื่น อยู่กลางแสง ได้รับแสงผ่านทางตาเข้าไป สัญญานการรับแสงบางส่วนที่ได้รับผ่านทาง เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 Optic Nerve บางส่วนจะไปกระตุ้นให้ ต่อมไพเนียล ทำการสร้าง Serotonin ขึ้น ซึ่งสารดังกล่าว จะทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงพร้อมทำงาน ในวันใหม่ แต่ ตกค่ำเมื่อแสงน้อยลงการกระตุ้นต่อมไพเนียล จะลดลง ต่อมไพเนียล จะสร้าง สาร Melatonin ขึ้นมาแทน สาร Melatonin มีส่วนในการทำใหร่างกายรู้สึกง่วง และอยากพัก หลับได้ดี ซึ่งเมื่อ ได้รับการกระตุ้นจากแสงสม่ำเสมอ ติดต่อกันนานๆ ร่างกายเราจะปรับตัวตื่น และหลับ เป็นเวลาเหมือนมี ต่อมไพเนียลเป็นนาฬิกา ชีวภาพประจำตัว
ทำงานหนักและสะสมความเครียดตั้งแต่จันทร์ – ศุกร์ (บางคนรวมวันเสาร์ด้วย) พอถึงวันเสาร์ – อาทิตย์จึงเอาคืนด้วยการนอนมาราธอน ตื่นซะเที่ยง สิ่งที่เป็นของแถมมาคือ อาการปวดศีรษะตุบๆ เป็นเพราะเมื่อเครียดน้อยลง ฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (cortisol) และนอราดรีนาลิน (noradrenaline) ก็ลดลงด้วย ส่งผลให้สารสื่อประสาท (neurotransmitter)ไปกระตุ้นหลอดเลือดแดงให้หดและคลายตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดอาการปวดศีรษะได้
....จินตนาการสู่การเรียนรู้ (Unicorn Are Real)” แต่งโดยมิสซิสบาร์บาร่า ไมส์เตอร์ วิตาล (Mrs.Barbara Meister Vitale) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมอง แปลโดย หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา หน้า 22-23 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ , 2538.
คนที่มีความสามารถรับรู้ทางจักษุประสาทได้อย่างดีเลิศมักจะเป็นเพราะระบบการทำงานของสมองซีกขวา เราต้องเห็นเสียก่อนจึงจะเข้าใจได้ บุคคลเหล่านี้ได้ชื่อว่า ผู้เรียนรู้ทางตา หรือเรียนรู้โดยอาศัยจักษุประสาท (visual learners)
คนที่มีความสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทางโสตประสาท คือต้องได้ยินด้วยหูจึงจะเข้าใจ พวกนี้ได้ชื่อว่าเป็น คนเรียนรู้ทางหู(audio learners) มักจะเป็นผู้ถนัดใช้สมองซีกซ้าย
ส่วนคนที่ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าตนถนัดเรียนรู้ทางด้านไหนอย่างไร มักจะเป็นคนที่เรียนด้วยประสาทสัมผัสทางผิวหนังผสมผสานประสาทสัมพันธ์ทางกล้ามเนื้อและข้อต่อ อย่างที่เรียกว่าประสาทสัมผัสทางแฮปติค พวกนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนเรียนรู้ทางแฮปติค (haptic learning) เขาเป็นพวกที่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ข้าพเจ้าได้พบว่าบุคคลประเภทนี้ บางทีก็เป็นคนที่ถนัดใช้สมองซีกขวา หรือบางทีก็เปลี่ยนไปมาจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้ายอยู่ตลอดเวลา ”
สมาธิสมองระดับที่ 3 (Brain Meditation Level 3)กระตุ้นศักยภาพการทำงานของสมองด้วยพลังแห่งจิต (Power of Mind Meditation )
หลักการ
สมาธิสมองระดับที่ 3 นี้จะฝึกสมาธิโดยการใช้ระบบปฏิบัติการกระตุ้นสมองด้วยสมาธิแสงสีเสียงผสานกับการฝึกโปรแกรมพลังแห่งจิตและการประสิทธิ์พลัง โดยโปรแกรมพลังแห่งจิตนี้เป็นโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความพร้อมของร่างกายและสมองตลอดจนพลังจิตให้ได้เพียงพอก่อนที่จะไปเรียนในสมาธิสมองระดับที่ 4 ต่อไป
ตัวอย่างโปรแกรมพลังแห่งจิต
แบบฝึกหัดที่ 1
1. นำมือขวามาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด
2. แล้วกำหนดจิตให้จุดนั้นเป็นจมูก ให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้าๆ กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่
3. ให้ปฏิบัติเสมือนว่าจุดนั้นกำลังหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าภายในสมองโปล่งโล่งสบายแล้วจึงหยุด
แบบฝึกหัดที่ 2
1. นำปลายนิ้วชี้,นิ้วกลางและนิ้วนางจากมือขวามาวางไว้บริเวณกลางหน้าผาก โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนกลางหน้าผาก
2. แล้วกำหนดจิตให้จุดนั้นเป็นจมูก ให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่
3. ให้ปฏิบัติเสมือนว่าจุดนั้นกำลังหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าภายในกระโหลกศีรษะตรงส่วนหน้าผากโปล่งโล่งสบายแล้วจึงหยุด
แบบฝึกหัดที่ 3
1. นำมือซ้ายมาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือข้างซ้ายวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด และนำนิ้วชี้,นิ้วกลางและนิ้วนางจากมือขวามาวางไว้บริเวณกลางหน้าผาก โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนกลางหน้าผาก
2. แล้วกำหนดจิตให้ทั้งสองจุดนั้นเป็นจมูก
3. จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางหน้าผาก กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณทั้งสองนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่
4. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความปลอดโปล่งแล้วจึงหยุด
5. จากจุดกลางหน้าผากให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางศีรษะ กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณทั้งสองนั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่
6. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความปลอดโปล่งแล้วจึงหยุด
7. จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางหน้าผาก และจากจุดหน้าผากให้สูดลมหายใจช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางศีรษะ ทำสลับไปมาเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกสมองมีความปลอดโปล่งแล้วจึงหยุด
แบบฝึกหัดที่ 4
1. ใช้นิ้วหัวแม่มือกด,นวดและคลึง กลางฝ่ามือของทั้งสองมือ จนรู้สึกร้อน อุ่น สบาย
2. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จากมือซ้าย ทำการกด,นวดและคลึง ปลายนิ้วหัวแม่มือ,นิ้วชี้,นิ้วกลาง,นิ้วนางและนิ้วก้อย ของมือขวา จนรู้สึกร้อน อุ่น สบาย
3. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จากมือขวา ทำการกด,นวดและคลึง ปลายนิ้วหัวแม่มือ,นิ้วชี้,นิ้วกลาง,นิ้วนางและนิ้วก้อย ของมือซ้าย จนรู้สึกร้อน อุ่น สบาย
แบบฝึกหัดที่ 5
1. นำมือขวามาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด และวางมือซ้ายหงายฝ่ามือขึ้นนำไปวางไว้ที่ตัก
2. แล้วกำหนดจิตให้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ กลางฝ่ามือและปลายนิ้วมือซ้าย นั้นเป็นจมูก
3. จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางกลางฝ่ามือ และปลายนิ้วทั้ง 5 กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณเหล่านั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่
4. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความอบอุ่น ร้อน และปลอดโปล่งที่สมองและฝ่ามือตลอดจนปลายนิ้วมือทั้งห้า แล้วจึงหยุด
5. นำมือซ้ายมาวางไว้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ โดยให้ปลายนิ้วมือวางไว้แนบกับส่วนที่เป็นสันที่สูงที่สุด และวางมือขวาหงายฝ่ามือขึ้นนำไปวางไว้ที่ตัก
6. แล้วกำหนดจิตให้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ กลางฝ่ามือและปลายนิ้วมือนั้นเป็นจมูก
7. จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางกลางฝ่ามือซ้าย และปลายนิ้วทั้งห้า กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณเหล่านั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่
8. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความอบอุ่น ร้อน และปลอดโปล่งที่สมองและฝ่ามือตลอดจนปลายนิ้วทั้งห้า แล้วจึงหยุด
แบบฝึกหัดที่ 6
1. ให้มือซ้ายและมือขวาหงายฝ่ามือขึ้นนำไปวางไว้ที่ตัก 2. แล้วกำหนดจิตให้บริเวณกลางกระหม่อมศีรษะ กลางฝ่ามือและปลายนิ้วมือทั้งสอง นั้นเป็นจมูก 3. จากจุดกลางศีรษะให้สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ แล้วหายใจออกช้า ๆ ที่จุดกลางกลางฝ่ามือ และปลายนิ้วทั้ง 5 ของมือทั้งสอง กำหนดให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่าบริเวณเหล่านั้นกำลังหายใจเข้าออกอยู่ 4. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความอบอุ่น ร้อน และปลอดโปล่งที่สมองและฝ่ามือตลอดจนปลายนิ้วทั้งห้า แล้วจึงหยุด แบบฝึกหัดที่ 7
1. ยกมือในท่าพนมอยู่ที่กลางหน้าอก แล้วค่อย ๆ แยกมือห่างจากกันทีละน้อย โดยมือทั้งสองขนานกัน ห่างจากกันประมาณ 6 นิ้ว
2. จากนั้นให้ใช้จิตเพ่งไปที่ช่องว่างระหว่างมือที่แยกจากกัน จนรู้สึกร้อนหรือซู่ซ่าตามมือและนิ้วมือ
3. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกความปลอดโปล่งสบายแล้วจึงหยุด
ตำแหน่งของปัญญา ของพุทธะในสมองของคนนั้น มิได้อยู่ที่ “ส่วนหน้าของผิวสมองใหม่(ซีรีบรัม) ซึ่งทำหน้าที่หลักในการสร้างความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา แต่อยู่ที่ส่วนลึกบริเวณกึ่งกลางสมองที่ทางการแพทย์ Diencephalon หรือ Interbrain ต่างหาก ตำแหน่งของ ที่อยู่ในส่วนลึกบริเวณกึ่งกลางของสมองนี้แหละ คือ ต่ำแหน่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา โพธืปัญญา หรือยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ผู้น้นให้สูงส่งขึ้น ถ้าหากไม่ทำการฝึกฝนตนเองเพื่อกระตุ้นสมองส่วนนี้แล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะไม่มีทางเข้าใจ หรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณและโพธิปัญญาได้อย่างแท้จริงเลย ( สุวินัย ภรณวลัย,คัมภีร์มังกรวัชระ,2540,หน้า128-129) จากที่ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ได้เขียนไว้ในคัมภีร์มังกรวัชระ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาสมองในส่วนที่อยู่บริเวณกึ่งกลางสมองเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้น สมาธิสมองขั้นที่ 6 นี้จึงได้กำหนดแนวทางการฝึกสมาธิสมองเพื่อยกระดับศักยภาพทางสมาธิและจิตวิญญาณให้เพิ่มพูนขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยการเน้นการกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า Diencephalon ซึ่งประกอบด้วยสมองส่วนทาลามัส ไฮโพทาลามัสรวมทั้งต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่อยู่ในสมองคือต่อมไพเนียล ( Pineal gland )และต่อมพิทูอิทารี (Pituitary gland ) ตลอดจนศึกษาศาสตร์แห่งพลังจักรวาลและพลังดาวศักสิทธิ์ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากศักยภาพแห่งพลังในการพัฒนาสมองและร่างกายอันเป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางพ้นทุกข์และหลุดพ้นจากวัฎสงสารต่อไปแหล่งที่มา: เส้นลมปราณกับโรคกรดไหลย้อนการบำบัดด้วยพลังงานไฟฟ้าประจุลบ ทำราดหน้าเส้นลมปราณที่มีผลกับระบบทางเดินอาหาร
เส้นลมปราณ ซานเจียว
โคจรเวลา 21:00 – 23:00 น.
เส้นลมปราณ ถุงน้ำดี
โคจรเวลา 23:00 – 01:00 น.
เส้นลมปราณ ตับ
โคจรเวลา 01:00 – 03:00 น.
เส้นลมปราณ ลำไส้ใหญ่
โคจรเวลา 05:00 – 07:00 น.
เส้นลมปราณ กรเพาะอาหาร
โคจรเวลา 07:00 – 09:00 น.
เส้นลมปราณ ม้าม
โคจรเวลา 09:00 – 11:00 น.
เส้นลมปราณซานเจียว โคจรเวลา 21:00 – 23:00 น. (สำคัญมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน) เป็นอวัยวะกลวง เป็นช่องว่างภายในร่างกาย คือ ศูนย์รวมพลังงานของร่างกาย เปรียบเสมือนแบตเตอรี่ของร่างกาย ที่คอยแจกจ่ายพลังงานไปให้จุดและเส้นโคจรต่างๆ เส้นลมปราณนี้จะส่งสัญญาณเตือนเป็นอาการมากมายในกลุ่มอาการของโรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อน
จุดซ่างเจียว ควบคุมพลังงานส่วนบนของร่างกายตั้งแต่ปอดขึ้นไป ได้แก่ ปอด หัวใจ จนถึงหัว
จุดจงเจียว ควบคุมพลังงานส่วนกลางตั้งแต่สะดือขึ้นไปจนถึงปอด ได้แก่ กระเพาะอาหารและม้าม
จุดเซี่ยเจียว ควบคุมพลังงานส่วนล่างตั้งแต่ใต้สะดือลงมาถึงท้อง ตับ ไตและอวัยวะเพศ
เป็นเส้นหยาง (ร้อน) ทอดจากปลายนิ้วนางด้านหลังไปตามแขนด้านหลังขึ้นไปสู่หัวไหล่และบ่า แล้วอ้อมมาด้านหน้าเยื่อหุ้มหัวใจไปตามซานเจียวจากเยื่อหุ้มหัวใจวกขึ้นไปยังคอด้านข้างขึ้นไปวกรอบหู แก้ม และตาซีกเดียวกันเป็นเส้นเชื่อมโยงซานเจียวและเยื่อหุ้มหัวใจ
หากใครได้พักผ่อน (พักจากงาน พักสมอง งดกิจกรรมหนักๆ)ช่วง 3 –5 ทุ่ม ร่างกายจะมีโอกาสซ่อมแซมพลังงานรวม ลมในช่องท้องทั้งระบบก็ถูกไล่ออกไปตามเส้นลมปราณได้ดี
ถ้าเวลานี้ไม่ได้พักผ่อนยังทานอาหารมื้อหนักๆ หรือตรากตรำเครียดกับงานช่วงเวลานี้บ่อยๆ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนผ่านเส้นลมปราณซานเจียวนี้ด้วยอาการปวดศีรษะไมเกรน ปวดเมื่อยแขน ปวดตึงบ่า ลุกขึ้นจากเตียงลำบาก มีเสียงลมในหู หมดแรง เพลีย เครียดง่าย หายใจได้ไม่สุด อึดอัดหน้าอก มีอาการเหมือนคนเป็นโรคหัวใจ แต่ตรวจคลื่นหัวใจก็ไม่พบว่าเป็นโรคหัวใจ หลายคนเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Heartburn คือ แสบร้อนหน้าอก บางคนเอาเวลา 3 ทุ่ม – 5 ทุ่มไปออกกำลังกาย ก็จะยิ่งเพิ่มภาระให้ร่างกาย
หั่นหมูพอเหมาะ แล้ว กะเทียม สิบเม็ด ใส่น้ำตาลไปหนึ่งช้อน แล้ว ก็ เต้าเจี้ยวหนึ่งช้อน ค่ะ ใส่น้ปลาพอเหมาะ แล้วคนๆๆ แล้วก็เอาเส้นหมี ขาว ไปแช่น้ำ หรือนึงก็ได้ค่ะ แล้วก็เอาไปผัด เสร็จ แล้วใส่น้ำ ให้เดือด หั่นคะน้า ใส่หมูที่หมักตะกี้ลงไป เสร็จใส่แป้ง ใส่น้ำปลาหน่อย เสร็จ อร่อยตัวอย่างเกี่ยวกับการจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรค
1. โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โดยทั่วไปชีพจรจะลอยสูงเน้นเร็วเกินไป ความดันโลหิตยิ่งสูง ชีพจรก็จะยิ่งเต้นเร็วเป็นเงาตามตัว ดังนั้นโรคหัวใจกับความดันโลหิตสูง จึงเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด ชีพจรของคนปกติจะเต้นอยู่ระหว่าง 60 ? 80 ครั้งต่อนาที มีการเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเต้นอย่างลึก ๆ และอย่างมีแรง ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจผู้สูงอายุ และผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ การเต้นของชีพจรจะอยู่ในระหว่าง 60 ครั้งต่อนาที แต่เต้นอ่อน และผู้ป่วยที่เป็นโรความดันโลหิตต่ำการเต้นของชีพจรก็จะมีกำลังอ่อนเช่นกัน
2. โรคประสาท โรคจิต โรคไต ชีพจรจะเต้นเร็วบ้างช้าบ้างไม่สม่ำเสมอ
3. โรคเกี่ยวกับโลหิต เกี่ยวกับน้ำเหลือง ชีพจรเต้นช้ามีแรงอ่อนมาก จนกระทั่งบางรายคลำดูไม่รู้สึกว่าเต้น บางราย ชีพจรทางซ้ายกับขวาเต้นไม่เหมือนกัน เมื่อชีพจรทางซ้ายและขวาขัดกันเช่นนี้ การหมุนเวียนของโลหิตก็จึงติดขัด
4. โรคอัมพาต คนที่เป็นลม มักมีชีพจรทั้ง 2 ข้างต่างกัน บางรายการเต้นของชีพจรแต่ละข้างต่างกันถึง 20 ครั้งต่อนาที ซึ่งเกี่ยวโยง กับโรคไขข้ออักเสบเหมือนกัน เมื่อข้างหนึ่งทางเดินของเลือดติดขัดไม่สะดวก อีกข้างหนึ่งก็จะมีกำลังกดดันมากขึ้น
โรคดังกล่าว เหล่านี้ล้วนสามารถรักษาให้หายได้โดยการฝึกคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น
เคล็ดลับพิเศษของคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น ข้อพิเศษของ คัมภีร์คือ ?บนสาม ล่างเจ็ด? ส่วนบน ?ว่างและเบา? เรียกว่า ?บนสาม? แต่ส่วนล่างแน่นและหนัก เรียกว่า ?ล่างเจ็ด? การเคลื่อนไหวอ่อนโยนละมุนละไม ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แล้วจึงแกว่งแขนทั้งสองข้าง
ด้วยเคล็ดลับพิเศษนี้แหละ ที่จะช่วยให้ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอเพราะส่วนบนแข้งแรงแต่ส่วนล่างอ่อนแอ ให้สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นผู้ที่มีส่วนล่างแข็งแรงและส่วนบนกระชุมกระชวย อันเป็นลักษณะที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้โรคพัยทั้งหายในร่างกายถูกขจัดออกไปเอง จนหมด
อธิบายเคล็ดลับพิเศษ ?บนสาม ล่างเจ็ด?
คำว่า ?บนสาม ล่างเจ็ด? หมายถึง อัตราส่วนเปรียบเทียบการออกแรงมากและน้อย
?บน? คือส่วนบนของร่างกาย หมายถึง มือ
?ล่าง? คือ ส่วนบ่างของร่างกาย หมายถึง เท้า
?สาม? หมายถึง ใช้แรงสามส่วน
?เจ็ด? หมายถึง ใช้แรงจ็ดส่วนเคล็ดวิชาคำว่า ?บนสาม ล่างเจ็ด? มีความหมาย 2 ประการ คือ
ประการที่ 1 ในการออกแรงแกว่งแขน หมายถึง เวลาแกว่งแขนขึ้นข้างบน ใช้แรงเพียงสามส่วน เวลาแกว่งแขนลงต่ำมาล่าง ใช้แรงเจ็ดส่วน
ประการที่ 2 ในการออกแรงทั้งตัว หมายถึง ถ้านับกันทั้งตัวการออกแรงก็มีอัตราส่วนเปรียบเทียบ คือ บน : ล่าง เท่ากับ 3 : 7 (บนต่อล่าง เท่ากับสามต่อเจ็ด) คือแกว่งแขนไปข้างหน้านั้น จะเบาหรือแรงก็ตาม แต่มือจะต้องให้ได้ส่วนกับเท้า ในอัตราความแรง 3 ต่อ 7 อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากแกว่งมือแรง เท้าก็ต้องอกแรงยิ่งกว่านั้น นี่คือความหมายที่กล่าวไว้ว่า ?ส่วนบนว่าง ส่วนล่างเบา? หรือ ?บนสามบ่างเจ็ด? ถ้าแขนออกแรงแต่เท้าไม่ออกแรงเป็นการบริหารที่ไม่สมบูรณ์แบบ คือรู้จักใช้แต่แขนลืมใช้เท้า กรณีนี้จะทำให้ยืนได้ไม่มั่นคง ทำให้รู้สึกคล้าย จะหงายหลังล้ม การที่ไม่ต้องการให้ออกแรง มิใช่ว่าจะปล่อยเลยทีเดียว การที่ให้ออกแรงก็มิใช่ว่าให้ออกแรงจนสุดแรงเกิด การปล่อยให้ผ่อนคลายทั้งร่างกายโดยไม่ออกแรงเลยจนนิดเดียวก็จะไม่ได้ผล เพราะผิดหลัก ผิดอยู่ที่อัตราส่วนเนื่องจากแรงที่เท้าน้อยไป คือ ออกแรงเท้าเท่ากับส่วนบนนั่นเอง หรือหากแขนจะออกแรงมากไปสักหน่อยก็จะกลับตาละปัตร กลายเป็นว่าส่วนล่างว่างส่วนบนแน่น
การแกว่างแขน ข้อสำคัญต้องระวังที่แขนให้มาก เมื่อต้องการให้ออกแรงก็มักจะคิดแต่การออกแรงที่แขน ลืมไปว่ายังมีเท้า ยังมีเอวที่จะต้องมีส่วนช่วยการเคลื่อนไหวเหมือนกัน
การเคลื่อนไหวออกแรงของเท้าและเอวนี้สำคัญมากกว่าแขนเสียอีก การที่กล่าวเช่นนี้บางท่านอาจไม่เข้าใจ หากเคยฝึกมวยจีน ไทเก็กหรือศึกษาหลักการแพทย์จีนสมัยโบราณเกี่ยวกับเส้นเอ็นและชีพจนแล้วก้จ ะเข้าใจได้ไม่ยากนัก แขนที่แกว่งนั้นจะแกว่งไปจากเอวของเรา แต่รากฐานของเอวอยู่ที่เท้าเมื่อเป็นเช่นนี้หากส่วนบน (แขน) ออกแรงแกว่งสะบัด แต่ส่วนล่าง (เท้า) ไม่ออกแรงยึดเกาะพื้นไว้ ให้มั่นคงเราก็จะเสียการทรงตัว ขาดความสมดุลย์กัน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง จำนวนไม่น้อย ก็เพราะเลือดลมขาดความสมดุลย์ เป็นอัมพาตก็เพราะเลือดลมขาดความสมดุลย์เช่นกัน ความดีเด่นของการแกว่งแขนที่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดก็คือ สามารถช่วยแก้ไขและปรับความไม่สมดุลย์ต่าง ๆ ของร่างกายนั่นเอง
เมื่อเราจะแก้ไขและปรับความสมดุลย์ของร่างกายแล้ว ทำไมจะต้องออกกำลังเท้าด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าที่ฝ่าเท้าของคนเรามีจุด ซึ่งทางแพทย์จีนเรียกว่า ?จุดน้ำพุ? จุดนี้ติดต่อไปถึงไต หากหัวใจเต้นแรงหรือนอนไม่หลับ ถ้าทีการบีบนวด ตรงจุดน้ำพุน ี้ก็สามารถ ทำให้ประสาทสงบ ช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับได้ ตามตำรายังกล่าวไว้ว่า ?ที่ฝ่าเท้ามีจุดอีกหลายจุด เกี่ยวโยงไปถึง อวัยวะภายในของคนเรา? เมื่อเราทราบตำแหน่งของจุดนั้น ๆ แล้วก็จะสามารถรักษาโรคซึ่งเกิดกับอวัยวะเหล่านั้นได้เช่นกัน
ดังนั้นการออกกำลังโดยวิธีแกว่งแขนก็คือการปรับร่างกายให้สมดุลย์ ซึ่งเป็น ?การบำบัดรักษาโรคนั่นเอง?











