Ampol C.
 แก้อาการ หน้าผากตึง - Forum
[ New messages · Members · Forum rules · Search · RSS ]
Customize
  • Page 1 of 1
  • 1
แก้อาการ หน้าผากตึง
ood
Sergeant
Posts: 28
Offline

Sunday, 2014-08-03, 5:49 AM


โดยพื้นฐานแล้ว การนั่งสมาธิแบบโยคะ นั้น จะต้องมีการฝึกเตรียมร่างกายต่างๆ นานา เสียก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะข้ามขั้นตอนเหล่านั้นไป
พื้นฐานอันหนึ่ง คือ การรู้ว่า ที่ดั้งจมูกนั้น มีเส้นเลือดสองเส้น ขนานอยู่ ในการฝึกเบื้องต้นนั้น

  • ให้หายใจเข้าทางจมูกและออกทางปาก หรือ
  • เข้าทางจมูกซ้ายด้วยการมือปิดรูจมูกขวาและหายใจออกจมูกขวาด้วยการเอามือปิดรูจมูกซ้าย หรือ
  • เอามือทั้งสองมาปิดตาทั้งสองข้าง

    อย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งในทางโยคะนั้น ผู้จะทำสมาธิจะต้องทำให้อาการเหล่านี้ ลดลงจนสงบเสียก่อน จึงจะสามารถเข้าสมาธิ หรือเข้าถึงฌานได้

    คราวนี้ จะบอก แนวทางปฏิบัติ สำหรับเธอ นะ มีการบ้านให้ทำ

    อาการตึงนี้ มันมีเหตุและปัจจัย มีอยู่ 3 ตัว นั่นคือ ลมหายใจ หัวใจเต้น และ สัญญา

    ปฏิบัติตามนี้

    0. เตรียมร่างกายให้พร้อม ถือศีล8 ทำท้องให้พร่อง งดข้าวหลังเที่ยง แต่ทานของจุกจิกกันโรคกะเพาะได้ แต่ไม่ให้หนักท้อง
    ....เวลา ปฏิบัติอย่างน้อย 2 เวลา คือ หลังตื่นนอนจะต้องนั่งสมาธิทันทีไม่ต้องลุกจากเตียง และ อีกเวลา เลือกเวลาที่สะดวกเวลาหนึ่งเพื่อนั่งนาน ส่วนเวลาอื่นๆ ตามสะดวก(เวลาอื่นไม่ต้องนานก็ได้ แค่จะสะสมกำลังไว้เฉยๆ)

    และ อธิษฐานบารมี ก่อนนั่ง ขอจบสภาวะอาการนี้ ทุกครั้ง

    1. นั่งจน กายสงบ และจิตสงบ ลด นิวรณ์5 ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือ เมื่อมันมา ดู และรู้ จบแค่นั่น

    2. เมื่อกาย และ จิต สงบแล้ว ที่เต้นๆ นั่น ให้มารวม ที่อุนาโลม ณ ตำแหน่งกึ่งกลางหว่างคิ้ว เหนือ ดั้งจมูก มานิด แต่ไม่ใช่ตรงตำแหน่งระเดียวกับคิ้ว นะ
    เหนือคิ้วขึ้นไป ถ้าไปรวม จะปวด มาก และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

    ให้ อยู่แถวๆ เดียวกับ ระนาบ ของ ตา
    แต่ ไม่เพ่ง ให้มันมารวมนะ ถ้าไปเพ่งมันจะทวีความรุนแรง
    ใช้ แค่กำหนดจิต ปราถนาให้มาอยู่ แถวๆนั้น
    ถ้ามันทวีความรุนแรง ให้ใช้ ปลายลิ้น พลิกมาจี้ เพดานปากเบาๆ ตรงแนวจมูกหรือโพรงจมูก ถ้าความรุนแรงลดลงสักพัก ก็คลายปลายลิ้น อยู่ในท่าปกติ

    ทำสมาธิหมุน(คือการกำหนดสมาธิ 2 ตำแหน่ง) จะอยู่ระหว่าง ลมหายใจ(ตำแหน่งหลัก) กับ ตำแหน่งที่ปราถนา สลับไปสลับมา ... ถ้าตำแหน่งอุนาโลมได้แล้ว อยู่แต่ลมหายใจอย่างเดียว ถ้าไม่ได้ กำหนดจิตปราถนาตำแหน่ง สลับกันไป
    (*** ถ้าควบคุมไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นนอนไสยาส จะซ้ายหรือขวา ได้ทั้งนั้น สักพัก แล้ว ลุกมานั่งสมาธิใหม่)

    ทำไปเรื่อยๆ จน ความรุนแรงลดลง จะเหลือ เพียงแค่ จุดไม่เล็กไม่ใหญ่ เหมือนมีลมเป่าเบาๆ ที่อุนาโลม

    3 การบ้าน ... เมื่อถึง ตรงนี้แล้วได้ความสงบกายและใจ และจุดเต้นอยู่ในตำแหน่งที่ปราถนาแล้ว พิจารณาดูความสัมพันธ์ ของเหตุและปัจจัย คือ ลมหายใจ การเต้นของหัวใจ และ การเต้นที่อุนาโลม นั้นสัมพันธ์ กันอย่างไร ... ถ้ายังไม่สงบจะพิจารณาไม่ได้เพราะหาจังหวะไม่เจอ จิตยังไม่ละเอียดพอ

    อาทิตย์หน้า ช่วยรายงานผลด้วย นะจ๊ะ ม่ากน้อยเพียงใด ไม่ต้องรีบร้อน อาจใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ จึงได้สภาวะ ทำบ่อยๆ มีวินัยกับตัวเอง
    (จบตรงนี้เมื่อไหร่ จะบอกวิธีการใช้จักษุทิพย์ ตอนนี้อย่าเพิ่งอยากเห็นอะไร มันยังไม่เป็นธรรม ...หากแม้นมีอะไรให้เห็น ไม่ต้องสนใจ ไม่ดู อยู่กะลมหายใจไปก่อน)

    หมายเหตุ คนอื่น อย่าลองตาม วิธีนี้ เฉพาะคนเท่านั้น


bh79
 
ood
Sergeant
Posts: 28
Offline

Monday, 2014-09-01, 7:00 AM


ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่า ตัวผมเองได้เพิ่งเข้ามาบวชเมื่อช่วงก่อนเข้าพรรษา ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอะไร มีเพียงแค่ศึกษาพระไตรปิฏกฉบับประชาชนในหนังสือได้พูดถึงการปฏิบัติไว้มาก เพื่อที่จะได้พ้นทุกข์ อ่านแล้วมีศัทรามากในพระพุทธเจ้า คืออ่านเพื่อให้เกิดความรู้กับตนเป็นเบื้องต้น และได้เรียนนักธรรมชั้นตรี ต่อมา แล้วได้มีโอกาศไปฝึกพระนวก คือเกี่ยวกับการทำสมาธิ จึงมีความตั้งใจ แล้วได้เริ่มการฝึกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แนวทางก็คือ ภวนา พุท โธ ตาม การหายใจ ไปเรื่อยๆ เคยเกิดอาการนิ่งแค่ครั้งเดียวช่วงสั้นๆ แต่ก็ทำมาทุกวัน ว่างเป็นเมื่อไรจะทำสมาธิ เดินบิณฑบาตร เดินไปไหนมาไหน ก็ภวนา จนมาหลังๆ มีอาการตึงตรงดั้งจมูกด้านขวา ครั้งแรกคิดว่าเป็นเพราะเพ่งเกินไป แต่ก็ไม่เกี่ยว อาการตึงยังมีอยู่ หลังๆมา อาการแรงขึ้น บางทีหลับตาแล้วเหมือนเริ่มจากตึงที่จมูก ขยายใหญ่ขึ้นมีแรงดันทั้งหน้าจนเหมือนหน้าจะหันต้องเกร็งไว้ จนปัจจุบันอาการตึงจมูกเกิดขึ้นมาแม้แต่ลืมตาอยู่ เป็นผลให้สามารถกำหนดรู้ลมได้ยาก เพราะอาการตึงชัดเจนมาก สอบถามใครก็ไม่ได้คำตอบ เกรงว่าจะปฏิบัติผิดวิธิ

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

 

อาการนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก ไม่ ละ ตั้งแต่ครั้งแรก (ซึ่งจริงๆ ละ ได้ แต่ด้วย จริตบางอย่าง ทำให้ไม่ยอม ละ ... คงไม่ต้องกล่าว เพราะอะไร)

 

มาถึงตรงนี้แล้ว อาการนี้ ได้เกิดขึ้นแล้ว มันย่อมมีดับ แน่นอน แต่การดับนั้น อาศัยเวลา ขึ้นกับ แต่ละบุคคล เป็นอาทิตย์ หรือ จะเป็น ปีๆ

 

เนื่องจากเธอ ดำรง สมณะเพศของบรรพชิต เราจะขอกล่าว แก่เธอ ดังนี้

 

อาการนี้ เป็นการเปิด ตาที่สาม และตาที่สามที่กล่าวถึง คือ ต่อมไพเนียล ที่อยู่ใกล้แกนสมอง

 

แกนสมอง จะทำหน้าที่ควบคุม การหายใจและการเต้นของหัวใจ

ต่อมไพเนียล อยู่ใกล้กับ แกนสมองแทบจะเกือบติดกัน และเป็นตัวกลาง สื่อสัญญาน ระหว่างแกนสมอง และ อวัยวะส่วนต่างๆ แทบทั้งหมด รวมถึง กลไกทางจิตส่วนอื่นๆ ด้วยในส่วนของสมองซีกขวา และกล้ามเนื้อทั้งหมด

 

การภาวนา ของเธอนั้นถูกต้องแล้ว แต่ตอนที่ ต่อมไพเนียลถูกกระตุ้น (เพราะอยู่ใกล้กับแกนสมองมาก เนื่องจากเริ่มสงบและจิตเริ่มรู้สึกถึงต่อมไพเนียล) ไม่ได้ ละ มันแต่ต้น ก็เลยเกิดอาการต่อเนื่อง และ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่กล้ามเนื้อหน้าผาก

 

การจะควบคุม อาการนี้ มี 3 ทาง

1. นำมันมารวม ที่ อุนาโลม (บริเวณดั้งจมูก ถึง แนวระดับตา จะไม่ทำการรวมสูงกว่านี้ อย่างเด็ดขาด เพราะ จะปวดมาก และกวนกับการทำสมาธิอย่างยิ่ง)

 

วิธีการแรกนี้ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ขอให้หลีกเลี่ยง จะกระทำต่อเมื่อ มันกวนเต็มหัวไปหมด จนควบคุมไม่ได้ กระจายเต็มไปหมด

 

ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ไม่เกิดการกวนดังกล่าว ให้ใช้วิธีที่ 2

 

2 กำหนดสมาธิที่ลมหายใจ ที่ ท้องน้อย หรือ ที่ลิ้นปี่ (อก) แล้วแต่ว่า จุดใดทำให้เธอ รวมจิตได้

 

3 ทำ อุคนิมิต หรือ ทำปฏิภาคนิมิต อันใดก็ได้ แล้ว เพ่ง อารมภ์ออกไป ที่ภาพนั้นๆ ห่างออกไป 1 ช่วงแขน ทำสลับกันไปกับ วิธีที่ 2 ก็ได้ ( คุณสมบัติหนึ่งของตาที่สาม เธอจะเห็นภาพ ชัดแจ๋วแหวว เมื่อจิตเธอเริ่มรวม หรือ เข้าสู่ฌาน ... แต่นี่ไม่ใช่ จักษุทิพย์ นะ อย่าสับสน)

 

 

สิ่งจำเป็นอีกอย่าง คือ อาหาร ลดการบริโภค อาหารที่กระตุ้นการเต้นของหัวใจ เช่น กระเทียม พริก

เน้นอาหารพวกผักเป็นหลัก ทานพวกเนื้อสัตว์บ้างตามสมควรแต่ไม่ควรเยอะพอเหมาะแก่ร่างกาย จะทำให้กายเบาทั้งภายนอกและภายในทำให้รวมจิตได้ดี

 

สิ่งถัดมา คือ ทิฏฐิ หากยังมี มิจฉาทิฏฐิ อยู่ (กิเลส 10) อาการพวกนี้ จะไม่ดับลง ดังนั้นพยายาม ปรับสัมมาทิฏฐิ ไปเรื่อยๆ

 

 

เมื่อ องค์ธรรมเหล่านี้บริบูรณ์(บางส่วนไม่กล่าวถึงเพราะเธอเป็นบรรพชิต มีองค์ธรรมที่ฝึกปฏิบัติรู้อยู่แล้ว) โพธิปักขิยติธรรม จะเกิดขึ้น เป็นลำดับ แต่ไม่จำเป็นต้องครบ อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดับไป เมื่อ ฌาน4 สมบูรณ์ แล้วจะดับถาวร เมื่อ โมหะ โทสะ โลภะ หมดสิ้นจากจิต

 

เส้นทางเดินต่อไปนี้ ในช่วงแรกๆ จะทรมานอย่างยิ่ง การทำสมาธิ จะต้องสลับการผ่อนคลายไปเรื่อยๆ คือเปลี่ยนอริยาบถ เป็น นอนไสยยาสบ้าง เดินจงกลมบ้าง สวดมนต์บ้าง (ควรจะนานๆหน่อย สัก 2-3 ชั่วโมง) จนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า ช่วงทรมาน ขอให้รักษาสติให้ดี ไม่กระทำทุกข์ทรมานจนเกินไป มีทุกข์เวทนาให้พอเหมาะพอควรแก่กิจ

(ถ้ากระทำตามนี้แล้ว ยังไม่สามารถทนรับกับทุกข์ทรมานนั้นได้ จะต้องมีสติรู้ตัวเอง ว่าทนรับได้แค่ไหน ไม่ให้สติกระเจิง ก็พอแค่นั้น ไม่ต้องไปฝืนฝ่าไปให้ได้ แล้วหันเปลี่ยนจริตมาทำสมาธิแบบพอสบายๆ แล้วหันมาใช้การสวดมนต์เป็นหลักแทนการนั่งสมาธิ ไม่ต้องกังวลว่าจะเข้าฌานด้วยการสวดมนต์ไม่ได้ การสวดมนต์สามารถพาจิตเข้าสู่ฌาน4สมบูรณ์ ได้เช่นกันด้วยสัจจะและอธิษฐาน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น นั่นคือวิถีจิตของเรา

 

ผู้ที่จะฝืนฝ่าอาการรุนแรงเกินขีดจำกัดไปได้ จะต้องมีครูบาอาจารย์ ระดับฌาน 9 ให้การเกื้อหนุนเกื้อกูลอนุเคราะห์เมตตาจิต ถึงแม้จะทรมานแสนสาหัสแบบสุดโต่งก็ตาม จึงจะผ่านไปได้)

 

โดยสรุป ดูมันดับ

 

เจริญในธรรม




bh79
 
  • Page 1 of 1
  • 1
Search:



nonCopyright © 2026
Make a free website with uCoz