Thursday, 2014-05-29, 2:01 PM ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า ผู้คนมีความคิดนอกลู่นอกทาง เกลื่อนไปหมด พยายาม หาที่ยึดเหนี่ยวภายนอก แล้วมาผนวกไว้ กับตน และจิตใจตน เพื่อเติมเต็มปมด้อยและความอาภัพ
พระพุทธเจ้าพยายามอย่างมาก ให้ผู้คน สลัดความคิดนอกลู่นอกทางนั้นเสียก่อน จึงบัญญัติมรรค8 ไว้ ด้วยจุดประสงค์หลักนี้ เพื่อค้นหาและเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงที่อยู่แสนลึกสุดคณา คือความวิสุทธิ ที่มีอยู่ในคนทุกคน
จวบจนวันนี้ ความคิดนอกลู่นอกทางนั้น ยังมีอยู่ และแพร่หลาย ในทันที ที่เราออกจากครรภ์มารดา และด้วยวิทยาการที่ก้าวล้ำกว่าในสมัยพระพุทธเจ้า ศาสตร์แห่งความจริงต่างๆนานาก็ได้เปิดสู่สายตาผู้คน แต่ความคิดนอกลู่นอกทางก็ยังคงอยู่ และผสมกลมกลืนเข้าได้กลับยุคสมัย ได้เป็นอย่างดี
วิทยาการ หรือ อีกนัย ความรู้ยิ่งล้ำหน้า ยิ่งทำให้คนเข้าใจภาษาทางพุทธศาสนา ได้ห่างไกลยิ่งขึ้นตาม ถ้าปรับภาษาให้เข้ากับยุคสมัย วันหนึ่งต้นตอแนวทางก็จะสูญหาย (ดูว่า ไม่มีอะไรสมดุลย์กันซะเลย) ใช่ มันทำยาก ... จึงต้องมีทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายดำรงไว้ซึ่งต้นตอเดิม และฝ่ายที่ปรับแต่งไปตามกาล ยื่งนานวันไป อย่างแรกจะกลายเป็นความสุดโต่งที่คนไม่สามารถเข้าถึงและดำเนินตามได้ และอย่างที่สองก็จะเป็นไปด้วยความสุดโต่งเช่นกัน เพราะห่างไกลจากต้นตอเดิม
เรากำลังอยู่กึ่งกลาง ของช่วงดำรงอยู่ของศาสนาพุทธ ก่อนที่บัญญัติใหม่จะเกิดขึ้น เราจึงมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน การเข้าถึงธรรมขั้นสูงเมื่อดิ่งลง ก็ก่อให้เกิดตัวตนใหม่เช่นกัน
ตัวตนใหม่นี้ ไม่ได้จำกัดว่า ต้องเหมือนกันทุกคน เพราะสภาพจำกัดในบุคคลคงมีอยู่ไม่ได้หนีจากไปไหน (ภูมิความรู้เดิม หรือภาชนะเดิมของตนเอง)
ตัวตนใหม่นี้ แหละที่ ปุถุชนทั่วไป มองข้าม และไม่ถูกยอมให้ถูกเปิดเผย
ตัวตนใหม่นี้แหละ น่ากลัวยิ่งกว่าซะอีก หากมีสิ่งแอบแฝง !!!
เราท่าน เข้าใจคำกล่าวที่ว่า "นั่นไง เพื่อนแท้ของมึง พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่นั่นแหละ" ลึกซึ้งแค่ไหน !!!
โอ คนหนอคน
bh79
|